แถลงการณ์

องค์การยุวสงฆ์แห่งประเทศไทย

 เรื่อง การเสนอให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทย

-------------------

ตามที่คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งประกอบด้วย พล.อ.สนธิ บุณยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และผู้บัญชาการเหล่าทัพ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้ทำการยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา เป็นเหตุให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 สิ้นสุดลง 

ต่อมาคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2549 ขึ้นมาเพื่อเป็นการกำหนดกลไกการปกครอง โดยมีการคำนึงถึงหลักนิติธรรมตามประเพณีการปกครองของไทยในระบอบประชา ธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อฟื้นฟูความรู้รักสามัคคี ฟื้นฟูเศรษฐกิจ และความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน การปฏิบัติตามกฎบัตรสหประชาชาติ พันธกรณีตามสัญญา หรือความตกลงระหว่างประเทศ การดำรงชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ขณะเดียวกัน มีการเร่งดำเนินการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางในทุกขั้นตอน เพื่อให้เป็นไปตามที่ คปค. ได้นำความกราบบังคมทูลฯไว้นั้น

ในบัดนี้ เป็นที่ทราบแน่ชัดแล้วว่า คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ได้ประกาศชัดเจนที่จะจัดทำร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2549 ด้วยเหตุนี้ พระสงฆ์ทั่วทั้งสังฆมณฑลประกอบด้วย เจ้าคณะ พระสังฆาธิการ พระภิกษุสงฆ์ และพุทธศาสนิกชนทั่วทุกภาคของประเทศ มีจุดยืนที่ชัดเจนมั่นคง เสนอให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2549 บัญญัติคำว่า “พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทย” มีเหตุสนับสนุนดังนี้

ในรัฐธรรมนูญที่ผ่านมายังไม่มีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ มีบัญญัติเพียงว่า “พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ” ในทางพฤตินัยคนไทยเรานับถือศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติอยู่แล้ว เพราะคนไทยนับถือศาสนาพุทธกันมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ นอกนั้นก็เป็นคริสต์ อิสลาม ฯลฯ แต่ในทางนิตินัยยังไม่เป็น เมื่อไม่ได้บัญญัติก็จะทำให้ศาสนาอื่นมองว่าประเทศไทยเป็นเนื้อชิ้นงาม อาจจะมีการแข่งขันทางศาสนาเพื่อช่วงชิงพื้นที่ ซึ่งจะก่อให้เกิดความสับสนวุ่นวายได้ อาจก่อให้เกิดวิกฤตต่างๆ หรือก่อให้เกิดความไม่เข้าใจทางศาสนาตามมา คนไทยนับถือศาสนาพุทธกันมากอยู่แล้ว และชาวพุทธก็เป็นผู้ที่ต่อสู้ ดิ้นรน ปกป้องอธิปไตย และรักษาเอกราช ของประเทศไทยมาโดยตลอด จึงสมควรที่จะบัญญัติไว้

ศาสนาพุทธไม่เคยไปดูถูกดูแคลน หรือไปกดขี่ข่มเหงศาสนาอื่น ซึ่งศาสนิกของศาสนาอื่นก็ทราบดี หากบัญญัติให้เรียบร้อยไปว่า “พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ” แล้ว ศาสนิกอื่นๆ ก็ยังคงมีเสรีภาพในการประกอบพิธีกรรมหรือปฏิบัติสิ่งต่างๆ ตามศรัทธา ตามความเชื่อในศาสนาของตนได้เช่นเดิม

สำหรับข้อดีก็คือ นอกจากจะบัญญัติไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญให้ชัดเจนแล้ว ศาสนิกในศาสนาอื่นก็จะรู้ถึงขอบเขต หน้าที่ของตัวเองชัดเจน ไม่มีการวุ่นวายหรือไปกระตุ้นต่อมทะเยอทะยานให้มักใหญ่ใฝ่สูง หรือพยายามจะเปลี่ยนคนไทยกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ให้นับถือศาสนาตามที่เขาเชื่อถือกันอยู่

เวลานี้ประเทศไทยยังไม่ได้บัญญัติคำว่า “พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ” จึงทำให้ศาสนาอื่นพยายามจะสร้างองค์กรทางศาสนาของตนไปประจำทุกจังหวัด ดูวุ่นวายและไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง หากเราบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ก็อาจบัญญัติกฎหมายย่อยเพิ่มเติมให้เหมาะสมกับเงื่อนไขของสังคมและวัฒนธรรมไทย

ในประเทศพุทธศาสนาเถรวาททุกประเทศ มีบัญญัติให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติแล้ว อย่างเช่น ประเทศศรีลังกา พม่า ลาว กัมพูชา เหลือเพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้นเอง ประเทศในเอเชียส่วนใหญ่เป็นสังคมที่มีวิถีชีวิตแนบแน่นอยู่กับศาสนา เพราะฉะนั้น รัฐในเอเชียส่วนใหญ่จึงบัญญัติให้มีศาสนาประจำชาติ ซึ่งผิดจากประเทศตะวันตกที่มีกระแสเรียกร้องให้แยกศาสนากับรัฐออกจากกัน

ข้อดีประการหนึ่งคือ เป็นการสร้างความสมานฉันท์ สร้างพลังแผ่นดินให้คนไทย เห็นความสำคัญของความเป็นชาวพุทธ แล้วตั้งอยู่ในหลักธรรม คำสั่งสอนของศาสนา ปัญหาต่างๆเช่น ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาอบายมุข ปัญหาสิ่งเสพย์ติด ปัญหาสังคมต่างๆจักคลี่คลายหมดไปจากสังคมไทย เพราะทุกองคาพยพ ให้ความภาคภูมิใจในความเป็นชาวพุทธโดยนิตินัย ได้ประกาศตน ตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรม ก่อให้เกิดผลดีกับประเทศชาติในทุกด้านๆ

ด้วยเหตุนี้ พระสังฆาธิการทุกระดับ พระสงฆ์ทั่วทั้งสังฆมณฑล และพุทธศาสนิกชนทั่งประเทศจึงเสนอให้ จึงเสนอให้คณะมนตรีความมั่งคงแห่งชาติ คณะรัฐบาล คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2549 ได้บัญญัติคำว่า “พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทย” ไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2549ต่อไป

 

องค์การยุวสงฆ์แห่งประเทศไทย

เครือข่ายองค์กรชาวพุทธแห่งประเทศไทย

แถลงการณ์ในนามพระสงฆ์ทุกระดับทั่วทั้งสังฆมณฑล และในนามพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ

 วันที่ 4 พฤศจิกายน 2549

www.yuwasong.com