|
|
การบริหารคณะสงฆ์สมัยสุโขทัย
พระพุทธศาสนาได้ประดิษฐานในดินแดนสุวรรณภูมิ อันเป็นที่ตั้งของประเทศไทย และอีกหลายประเทศในอาเชียตะวันออกเฉียงใต้ มาตั้งแต่ยุคกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีของไทย
ในประมาณปี พ.ศ. ๑๘๐๐ ประชาชนในดินแดนแห่งนี้
ได้รับนับถือพระพุทธศาสนา แบบเถรวาทเดิมสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช
แบบมหายาน แบบเถรวาทอย่างพุกาม และแบบ เถรวาทอย่างลังกา สืบกันมาตามลำดับ
คณะสงฆ์สมัยสุโขทัย แบ่งออกเป็น ๒ คณะ คือ คามวาสี และอรัญวาสี จัดระเบียบการปกครองคณะสงฆ์เป็นฝ่ายขวา
และฝ่ายซ้าย มีราชทินนาม สำหรับสังฆนายกตามแบบลังกา ฝ่ายขวาคือพระสังฆราชอยู่วัดมหาธาตุ และมีพระครูอยู่วัดต่าง
ๆ เป็นสังฆนายกชั้นรองลงมาอีก ๓ องค์ ฝ่ายซ้ายมีพระครูธรรมราชาอยู่วัดไตรภูมิป่าแก้ว
และพระครูวัดต่าง ๆ เป็นสังฆนายกรองลงมาอีก ๒ องค์ การบริหารคณะสงฆ์สมัยอยุธยา
ความนับถือพระพุทธศาสนาสมัยอยุธยา ไม่สู้สนใจหลักธรรมชั้นสูงนัก ส่วนใหญ่มุ่งไปสู่เรื่องทำบุญ
ทำกุศล สร้างวัด ปูชนียสถาน ปูชนียวัตถุ และทำพิธีกรรมต่าง ๆ มาก รวมทั้งการฉลองและงานมนัสการ
สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ. ๑๙๙๑-๑๙๙๘) ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนามาก
ทรงออกผนวชถึง ๘ เดือน
ในรัชสมัยพระเจ้าทรงธรรม (พ.ศ. ๒๑๖๓-๒๑๗๑) ได้โปรดเกล้า
ฯ ให้สร้างพระไตรปิฎกไว้จบบริบูรณ์
ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. ๒๑๗๓-๒๒๗๕) มีผู้นิยมบวชเรียนกันมากทำให้มีคนหลบเลี่ยงราชการไปบวชกันมาก จนต้องมีการออกมาตรการให้มีการสอบความรู้พระภิกษุ สามเณรที่มาบวชโดยไม่มีความรู้ในพระศาสนา
ถูกบังคับให้ลาสิกขาเป็นอันมาก
ในรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกฐ (พ.ศ. ๒๒๗๕-๒๓๑๐) เกิดมีประเพณีว่า ผู้ที่จะเข้ารับราชการเป็นขุนนาง
ข้าราชการ มียศฐาบรรดาศักดิ์ ต้องได้บวชมาแล้วจึงจะทรงแต่งตั้ง
ในห้วงเวลานี้ ทางลังกาเกิดสูญสิ้นพุทธศาสนวงศ์ กษัตริย์ลังกาต้องส่งราชทูตมาขอคณะสงฆ์ไทยไปตั้งสยามวงศ์หรืออุบาลีวงศ์ที่ลังกา สืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน
การบริหารคณะสงฆ์สมัยปลายอยุธยา
ถือพระธรรมวินัยเป็นหลัก ทางด้านอาณาจักรได้อาศัยพระบรมราชูปถัมภ์ จากพระมหากษัตริย์ ทำให้คณะสงฆ์เป็นระเบียบเรียบร้อย และเจริญก้าวหน้า สามารถเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปยังต่างประเทศได้
การปกครองและการตั้งสมณศักดิ์ มีตำแหน่งสังฆนายก เป็น ๓ ระดับคือ
สมเด็จพระสังฆราช พระสังฆราชาคณะและพระครู เจ้าคณะเมืองใหญ่เป็นที่สังฆราชา
เจ้าคณะเมืองเล็กเป็นพระครู พระสังฆปรินายกเป็นสมเด็จพระสังฆราช
บรรดาพระสงฆ์ ต่างชาติเช่น มอญ ลาว เป็นต้น ให้พระครูเป็นหัวหน้าดูแล โดยแบ่งการปกครองสงฆ์ไว้ดังนี้ คณะคามวาสีฝ่ายซ้าย
สมเด็จพระอริยวงศาสังฆราชาธิบดี วัดหน้าพระธาตุเป็นเจ้าคณะ มีฐานานุกรม
๑๐ รูป มีพระราชาคณะในกรุงเป็นเจ้าคณะรอง ๑๗ รูป ๑๗ วัด มีพระครูหัวเมืองฝ่ายเหนือขึ้นไปปกครอง
๒๔ รูป ๒๒ เมือง ในจำนวนนี้ เมืองพิษณุโลกมีสังฆราชาและมีพระครูที่ขึ้นกับคณะพิษณุโลก
๓ เมือง ๓ รูป เมืองสุโขทัยมีสังฆราชา เมืองลพบุรี สวางคบุรีและนครราชสีมา มีพระครูเป็นที่สังฆราชา
เมืองปรันตะประเทศ มีพระครูเป็นเจ้าคณะ ๓ รูป มีเมืองที่ไม่มีพระครู
๒๖ เมือง
คณะคามวาสีฝ่ายขวา พระวันรัตวัดป่าแก้วเป็นเจ้าคณะ มีพระฐานานุกรม
๑๑ รูป มีพระราชาคณะในกรุงเป็น
เจ้าคณะรอง ๑๗ รูป ๑๗ วัด คณะหัวเมืองปักษ์ใต้ มีพระครูหัวเมือง
๕๖ รูป ๒๖ เมือง เมืองราชบุรี เพชรบุรี และจันทบุรี มีพระครูเป็นที่สังฆราชา
มีหัวเมืองไม่มีพระครู อีก ๒๐ เมือง คณะอรัญวาสี พระพุทธาจารย์ วัดโบสถ์ราชเดชะ เป็นเจ้าคณะปกครองคณะสงฆ์ฝ่ายสมถวิปัสสนา ทั้งในกรุง และนอกกรุง เจ้าคณะรอง
๗ รูป ๗ วัด และพระครูฝ่ายวิปัสสนา พระครูเจ้าคณะสามัญ พระครูเจ้าคณะลาว ขึ้นอยู่ในปกครองด้วย การบริหารคณะสงฆ์สมัยกรุงธนบุรี
หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๐ พระพุทธศาสนาไม่ว่าจะเป็นวัดวาอารามและพระสงฆ์รวมทั้งคัมภีร์
และศิลปกรรม จิตรกรรมทางพุทธศาสนาก็ได้ถูกทำลายไปด้วยอย่างย่อยยับ เมื่อพระเจ้าตากสินมหาราชขับไล่กองทัพ
พม่าออกไป จากราชอาณาจักรและตั้งกรุงธนบุรีเป็นราชธานีขึ้นใหม่แล้ว ก็ได้ทรงรวบรวมคณะสงฆ์ตั้งเป็นปึกแผ่นขึ้นมาใหม่ โดยตั้งพระอาจารย์จากวัดประดู่ให้เป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์แรกแห่งกรุงธนบุรี เมื่อพระสังฆราช
(ดี) สิ้นพระชนม์ก็ได้ตั้งพระอาจารย์สี
จากวัดบางหว้าใหญ่ ซึ่งเป็นพระราชาคณะสมัยกรุงศรีอยุธยาอยู่วัดพนัญเชิง เป็นสมเด็จพระสังฆราชได้ทรงส่งพระราชาคณะออกไปจัดการสังฆมณฑล
ตามหัวเมืองฝ่ายเหนือ ซึ่งวิปริตไปตั้งแต่เจ้าพระฝาง ได้ทรงให้เสาะแสวงหาพระไตรปิฎก
ที่กระจัดกระจายอยู่ ณ ที่ต่าง ๆ
มารวบรวมไว้ เพื่อให้เป็นหลักในการบริหารคณะสงฆ์ได้ถูกถ้วนสมบูรณ์ ทรงสร้างและปฏิสังขรณ์วัดวาอารามเป็นจำนวนมาก
โดยโปรดเกล้า ฯ ให้ว่าจ้างข้าราชการทั้งฝ่ายทหารและพลเรือนร่วมกันสร้างพระอุโบสถ วิหาร เสนาสนะและกุฎีสงฆ์ มีจำนวนมากกว่า ๒๐๐ หลัง พระอารามที่ได้โปรดเกล้า
ฯ ให้สถาปนาขึ้นในรัชสมัยของพระองค์ ได้แก่ วัดราชคฤห์ (วัดบางยี่เรือเหนือ) พระอารามที่ทรงปฏิสังขรณ์
ได้แก่ วัดระฆังโฆษิตาราม (วัดบางหว้าใหญ่) วัดอรุณราชวราราม (วัดแจ้ง) วัดอินทาราม
(วัดบางยี่เรือใต้) และวัดหงส์รัตนาราม (วัดหงส์อาวาสวิหาร) ฯลฯ การบริหารคณะสงฆ์ในสมัยรัตนโกสินทร์
โปรดเกล้า ฯ ให้ประชุมพระสงฆ์ และบัณฑิตทำการสังคายนาพระไตรปิฎก
เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๓๑ แล้วคัดลอกสร้างเป็น
พระไตรปิฎกฉบับหลวง ๓ ฉบับ โปรดเกล้า ฯ ให้มีการสอนพระปริยัติธรรมในพระบรมมหาราชวัง
ตลอดจนวังเจ้านาย และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ทรงตรากฎหมายพระสงฆ์ เพื่อควบคุมและกวดขันความประพฤติของพระสงฆ์
รวม ๑๐ ฉบับ เป็นการชำระพระศาสนาให้บริสุทธิ์ และทรงสืบต่อประเพณีพระราชปุจฉาคณะสงฆ์
การคณะสงฆ์ในสมัยพระองค์ คงจัดตามแบบสมัยกรุงศรีอยุธยา และมีการแก้ไขบางประการให้เหมาะสมแก่
สภาพความเป็นจริง เช่น คณะอรัญวาสีมีน้อยไม่พอตั้งเป็นคณะ จึงคงมีเพียง ๒ คณะ
คือ คณะเหนือ และคณะใต้ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า ฯ พระองค์ได้ทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัดอรุณ
ฯ วัดโมฬีโลก และวัดสุทัศน ฯ เป็นต้น
โปรดเกล้า ฯ ให้สมเด็จพระสังฆราช (มี) จัดสมณฑูตไปสืบสวนศาสนาวงศ์ในลังกาทวีป
ทรงมีพระราชดำริด้วยสมเด็จพระสังฆราช ให้ทำพิธีวิสาขบูชาขึ้นเป็นครั้งแรก
ในสมัยรัตนโกสินทร์ และสมเด็จพระสังฆราช (มี) ได้ขยายหลักสูตรการเรียนบาลี
๓ ชั้นเดิม คือ บาเรียนตรี โท เอก ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา
เป็นเปรียญ ๙ ประโยค ต่อมาสมัยสมเด็จพระสังฆราช (สุก) ได้โปรดให้สังคายนาบทสวดมนต์ การบริหารคณะสงฆ์ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า
ฯ
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ ทรงสร้างวัดบรมนิวาส วัดโสมนัสวิหาร วัดปทุมวนาราม วัดราชประดิษฐ และ วัดมงกุฎกษัตริยาราม ทรงบูรณะพระปฐมเจดีย์ โปรดเกล้า ฯ ให้มีพิธีมาฆบูชาขึ้นเป็นครั้งแรก
ให้การรับรองเป็นทางการ แก่พุทธศาสนามหายานขึ้นเป็นครั้งแรก การบริหารคณะสงฆ์ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ
ทรงมีพระบรมราชโองการประกาศ พ.ร.บ. ลักษณะปกครองคณะสงฆ์
ร.ศ. ๑๒๑ เพื่อให้ฝ่ายพุทธจักรมีการปกครอง
คู่กันกับฝ่ายพระราชอาณาจักร พระองค์ได้พระราชทานสมณศักดิ์แก่พระหัวหน้าพระจีน
และพระญวณ โดยให้หัวหน้าฝ่ายจีน เป็นพระอาจารย์ รองลงมาเป็นผู้ช่วย
หัวหน้าฝ่ายญวณเป็นพระครู รองลงมาเป็นปลัด รองปลัดและผู้ช่วย
เดิมขึ้นกับกรมท่าซ้าย ต่อมาจึงย้ายมาขึ้นกับกระทรวงธรรมการ เป็นการเริ่มต้นคณะสงฆ์จีนนิกายและอนัมนิกายในปัจจุบัน การบริหารคณะสงฆ์ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า
ฯ
ในปี พ.ศ. ๒๔๕๕ ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาต
ให้จัดระเบียบสมณศักดิ์ใหม่ โดยแยกสมณศักดิ์ออกเป็น
ฝ่ายฐานันดร และฝ่ายตำแหน่ง ฝ่ายฐานันดรคือยศจัดเป็น ๒๑ ขั้น ตั้งแต่สมเด็จพระมหาสมณ
ไปจนถึงพระพิธีธรรม ดังนี้
สมเด็จพระมหาสมณ สมเด็จพระราชาคณะ พระราชาคณะชั้นหิรัญบัตร พระราชาคณะชั้นธรรม พระราชาคณะชั้นเทพ พระราชาชั้นราช พระราชาคณะชั้นสามัญ พระครูสังฆปาโมกข์หัวเมืองนิตยภัติ ๑๒ บาท และพระบาเรียน
๙ ประโยค พระครูนิตยภัติ ๘ บาท และบาทบาเรียน ๘ ประโยค พระครูนิตยภัติ
๖ บาท และพระบาเรียน ๗ ประโยค พระครูเจ้าคณะรองหัวเมือง
พระครูเจ้าคณะแขวงมีราชทินนาม พระครูปลัดและพระบาเรียน ๖ ประโยค พระครูวินัยธร
พระครูวินัยธรรมและพระบาเรียน ๕ ประโยค พระครูคู่สวด และพระบาเรียน
๔ ประโยค พระปลัดของพระราชาคณะสามัญและพระบาเรียน ๓ ประโยค พระครูรองคู่สวด
พระครูสงฆ์และพระผู้อุปการะโรงเรียนหนังสือไทย พระครูเจ้าคณะแขวงไม่มีราชทินนาม
พระครูสมุห์พระครูใบฎีกา พระสมุห์และพระใบฎีกา พระถานานุกรมเจ้าอธิการและพระอุปัชณาย์
พระอธิการ พระพิธีธรรม ฝ่ายตำแหน่ง จัดเป็น ๑๑ ลำดับ คือ สกลสังฆปริณายก มหาสังฆปริณายกหรือเจ้าคณะใหญ่สังฆนายก
หรือเจ้าคณะรอง เจ้าคณะมณฑลและคณาจารย์เอก รองเจ้าคณะมณฑล เจ้าคณะเมือง
เจ้าคณะแขวงในกรุงเทพฯ ปลัดและคณาจารย์โท รองเจ้าคณะเมือง เจ้าคณะหมวดในกรุงเทพฯ
และคณาจารย์ตรีรองเจ้าคณะแขวง เจ้าอาวาสและอาจารย์ใหญ่
รองเจ้าอาวาสและอาจารย์รอง
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้า ฯ ได้โปรดเกล้า ฯ ให้พิมพ์พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐจบละ
๔๕ เล่ม พระราชทานไปยังต่างประเทศด้วย ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติคณะสงฆ์
พ.ศ. ๒๔๘๔ มีสาระที่สำคัญคือ จัดการปกครองสงฆ์ให้อนุโลมตามระบอบการปกครองบ้านเมืองเท่าที่ไม่ขัดกับพระธรรมวินัย
สรุปแล้วคณะสงฆ์ไทย เป็นลัทธิหินยานแบบเถรวาท ยึดถือ พระธรรมวินัย อันเป็นพุทธบัญญัติ มีพระมหากษัตริย์เป็นองค์เอกอัครศาสนูปถัมภก พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทยตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย
เป็นราชธานี จนถึงปัจจุบัน กรรมการมหาเถรสมาคม (ชุดปัจจุบัน) ******************
วันประสูติและวันเกิดกรรมการมหาเถรสมาคม
(ชุดปัจจุบัน) *************************
|