|
องค์การยุวสงฆ์แห่งประเทศไทย
เป็นองค์กรอิสระ แห่งคณะสงฆ์ไทย เป็นไปตามบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญไทย
ได้แสดงจุดยืน อย่างชัดเจน ที่ปกป้องพระพุทธศาสนา รักษาพระธรรมวินัย
รักษาความเป็นธรรมในสังคม ผลงานที่ผ่านมา นับได้ว่า ประสบผลสำเร็จดียิ่ง
ตามแผนงาน ที่ได้มีการเตรียมการเอาไว้ ซึ่งการจะประชาสัมพันธ์ งานที่ทำนั้น
ต้องปรากฎออกมา อย่างต่อเนื่อง และชัดเจน คลอบคลุมไปทั้งหมด
จึงเป็นโอกาสดี ที่ทางคณะทำงาน ขององค์การยุวสงฆ์ฯ
ได้ทุ่มเท กำลังกาย ใจ และสติปัญญา ทำงานเพื่อพระพุทธศาสนา และสังคม
มาโดยตลอด ได้มีโอกาส เปิดแสดงทัศนะ ความคิดเห็น ผ่านอินเตอร์เน็ต
ที่สำคัญ ผู้คนทั่วไป สามารถติดตาม การแสดงทัศนะ แง่มุมต่างๆ เพื่อเป็นทางออก
ให้กับสังคมต่อไป
เว็บหน้าต่าง "พระมหาเดวิทย์ มองโลกวันนนี้" จะเป็นการมองถึงปัญหา
วิเคราะห์ จับประเด็นเรื่องราวต่าง ๆ ออกมา อย่างต่อเนื่อง และทันต่อเหตุการณ์
ในสิ่งที่เป็น ที่เกิดขึ้น ในแวดวงพุทธศาสนา ครั้งนี้ เป็นครั้งแร
กที่เปิดตัวเว็บไซต์ ยุวสงฆ์ ปรากฎสาย ต่อสาธารณชน จึงเสนอการแสดงทัศนะ
หัวข้อประเด็นว่า "ฆราวาสปกครองพระสงฆ์แล้วหรือ?"
พระมหากษัตริย์ ทรงเป็นพุทธมามกะ และทรงเป็น อัครศาสนูปถัมภก ถึงแม้ว่า
ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ จะมิได้ระบุว่า พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติไทย
นับแต่อดีตกาล พระพุทธศาสนา ซึ่งประกอบด้วย พุทธบริษัท มีพระภิกษุสงฆ์
เป็นหลักชัย ให้บ้านเมือง มาโดยตลอด ยามที่บ้านเมือง สงบร่มเย็น
วัดเป็นแหล่งที่ ประสิทธิ์ประสาทวิชา ให้กับกุลบุตร โดยทั่วไป บรรดาเชื้อพระวงศ์
หรือเจ้าขุนมูลนาย ที่มีอำนาจบารมี ก็พยายามสร้างวัด วัตถุประสงค์
เพื่อการเผยแผ่ พระพุทธศาสนา และเป็น สถานศึกษา โดยมีพระภิกษุสงฆ์
เป็นครู อาจารย์สอนหนังสือ แก่กุลบุตร และเมี่ออายุ ครบเกณฑ์ ก็จะต้องบวชตามประเพณี
การมีครูบาอาจารย์ เป็นพระภิกษุสงฆ์ ถือว่าเป็นสิริมงคล ในยามที่มีศึกสงคราม
พระภิกษุก็มีส่วน ในการช่วยกอบกู้บ้านเมือง การศึกษาตำรับพิชัยสงคราม
และเคลื่อนทัพ มีพื้นฐานมาจาก พระภิกษุซึ่งถือเป็นเกจิอาจารย์
ดังนั้น
จึงไม่แปลกใจว่า พระมหากษัตริย์ ทรงยกย่องคณะสงฆ์ และแยกอำนาจ ในการปกครองระหว่าง
ฝ่ายอาณาจักรกับ ฝ่ายศาสนจักร เข้าใจง่าย ๆ ก็คือพระกษัตริย์ ทรงให้อำนาจ
คณะสงฆ์ปกครองกันเอง โดยที่ ฝ่ายอาณาจักร เป็นฝ่ายสนับสนุน และอุปถัมภ์ค้ำจุน
พระพุทธศาสนา ความสมานฉันท์ และกลมเกลียว จึงสืบทอดกันมา ยาวนานจนถึงปัจจุบัน
พระราชบัญญัติคณะสงฆ์พ.ศ. ๒๕๐๕ และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.๒๕๓๕ ได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจน
ในมาตรา ๒๐ ว่า "คณะสงฆ์ ต้องอยู่ภายใต้ การปกครอง ของมหาเถรสมาคม"
และในบัญญัติ ของพระธรรมวินัย พระศาสดา ก็มอบหมายให้คณะสงฆ์ ดูแลกันเอง
พระพุทธศาสนา จึงได้สืบทอดกันมา จนถึงปัจจุบันนี้
แต่ในยุคปัจจุบัน ฆราวาส โดยกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการ
อธิบดีกรมการศาสนา กลับแสดงตน เป็นผู้ปกครองคณะสงฆ์ ซึ่งโดยกฎหมายแล้ว
กำหนดให้
รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้รักษาการ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์
(มาตรา ๖)
อธิบดีกรมการศาสนา เป็นเลขาธิการคณะ มหาเถรสมาคม โดยตำแหน่ง และให้กรมการศาสนา
ทำหน้าที่เป็น สำนักเลขาธิการ มหาเถรสมาคม (มาตรา ๑๓ )
ซึ่งโดยนัยแห่งกฎหมายแล้ว รัฐมนตร ีและอธิบดีกรมการศาสนา และเจ้าหน้าที่
มีหน้าที่สนองงาน ของคณะมหาเถรสมาคม การปกป้องคุ้มครอง คณะสงฆ์ ตลอดจน
หน้าที่อื่นๆ ในทางบำรุงพระพุทธศาสนา
นับแต่เกิดกรณี วัดพระธรรมกาย เป็นปรากฎการณ์ที่ชัดเจนว่า ทางฝ่ายอาณาจักร
โดยรัฐมนตรี และข้าราชการ ที่เกี่ยวข้องกับ คณะสงฆ์ ได้เข้ามามีบทบาท
ในการสั่งการ หรือแทรกแซงกิจการ ของฝ่ายศาสนจักร ชัดเจนที่สุด มีการกระทำการ
มาอย่างต่อเนื่อง จนมีการมองกันว่า พระสงฆ์ อยู่ภายใต้การปกครอง
ของฆราวาสแล้วหรือ การกระทำทั้งมวล อยู่ในความทรงจำ ของพระสงฆ์ทั้งมวล
ไม่อาจจะลบเลือนออกไปได้ อย่างชัดแจ้ง
นอกจากการ เข้าสั่งการโดยตรงแล้ว รัฐมนตรี และข้าราชการ ของกรมการศาสนา
ยังแสดงให้เห็นถึง การเพิกเฉย ละเลยต่อหน้าที่ อันพึงปฏิบัติ ต่อคณะสงฆ์อย่างชัดแจ้ง
เป็นที่ปรากฎต่อสายตา ของพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ
ประการแรก รัฐมนตรีที่ดูแล
องค์การสื่อสารมวลชน สถานีโทรทัศน์ สถานีวิทยุ ซึ่งเป็นสื่อของทางราชการ
กลับปล่อยปละละเลย ให้บุคคลกลุ่มหนึ่ง จัดรายการโทรทัศน์ วิทยุ กล่าวจาบจ้างต่อพระเถระ
ตลอดจน การนำเสนอข่าว ในทางลบ โดยมิได้มีการป้องปราม และการสื่อสารมวลชน
ของรัฐเอง ยังปล่อยให้ ผู้ประกาศข่าว ทางราชการ เรียกชื่อพระเถระ
ที่มีสมณศักดิ์ชั้นราชาว่า "นาย" "ไอ้โล้น"
โดยไม่คำนึงว่า สมณศักดิ์ หรือพระราชทินนาม ที่พระภิกษุท่าน ได้รับการโปรดเกล้า
จากในหลวง
ประการที่สอง
รัฐมนตรี ผู้รับผิดชอบ ตามพระราชบัญญัติ คณะสงฆ์ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที
ในการปกป้อง และคุ้มครองคณะสงฆ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สื่อมวลชน หนังสือพิมพ์
วิทยุ และโทรทัศน์ เสนอข่าวจาบจ้วง และก้าวร้าว หมิ่นแคลน พระเถระ
ชั้นผู้ใหญ่ ก็เพิกเฉยเสีย ดูประหนึ่งรู้เห็นเป็นใจ ให้สื่อมวลชนเสนอข่าว
ในทางลบตลอดเวลา ทำให้ประชาชน ที่บริโภคสื่อ มีความเข้าใจ ไปในทางที่สื่อชี้นำ
โดยไม่มีการชี้แจง และดำเนินการ แจ้งความร้องทุกข์ ต่อเจ้าพนักงานร้องทุกข์
ต่อพนักงานสอบสวน ซึ่งสามารถกระทำได้ แต่ไม่เคยดำเนินการ
ประการที่สาม การที่รัฐมนตร
ีและอธิบดี กรมการศาสนา ได้ใช้ตำแหน่ง ในฐานะเลขาธิการ คณะมหาเถรสมาคม
เข้าไปชี้นำคณะกรรมการ มหาเถรสมาคม ให้กระทำการ ในสิ่งที่ตนต้องการ
จนเป็นผลให้ คณะกรรมการ มหาเถรสมาคม ที่มีอำนาจปกครอง คณะสงฆ์ไทย
ระดับสูงเข้าใจผิด คิดว่า ต้องรื้อฟื้นนิคหกรรม ขึ้นมาดำเนินการใหม่อีก
ทำให้มหาเถรสมาคม ออกมติมส.ซึ่งหมิ่นเหม่ ต่อการขัดกฎมหาเถรสมาคม
และขัดพระธรรมวินัย ในกรณี การให้มีการดำเนินการ นิคหกรรมต่อไป ทั้ง
ๆ ที่เรื่องดังกล่าว ได้ยุติลงที่สุดแล้ว
ประการที่สี่ เจ้าหน้าที่กรมการศาสนา
ได้ดำเนินการ กดดันพระสังฆาธิการ พระภิกษุสงฆ์สามเณร ที่มีการแสดงทัศนะ
ผ่านสื่อมวลชนต่างๆ อันขัดแย้งกับตน เช่น เรื่องการปฏิรูปการศึกษา
พยายามอยู่เบื้องหลัง สถานการณ์ จนเกิดความเข้าใจ ผิดพลาดมามาก ทั้งที่จริงแล้ว
ไม่มีหน้าที่ในการ ก้าวก่ายงานคณะสงฆ์ ทั้งด้านการปกครอง การบริหารคณะสงฆ์
จึงเป็นเหตุให้ พระสงฆ์ และชาวพุทธ ออกมาแสดงทัศนะ ทั้งทางตรง และทางอ้อม
อย่างกรณีที่ ชาวพุทธได้ไปเคลื่อนไหว หน้าทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่
10 เมษายน 2544 และ วันที่ 22 พฤศจิกายน 2544 อันที่จริง ไม่มีเหตุการณ์วุ่นวาย
เกิดขึ้น ในวงการคณะสงฆ์ แต่มีเจ้าหน้าที่เหล่านั้น พยายามชักใยอยู่เบื้องหลัง
ให้คนไทยชาวพุทธ แตกแยกกันเอง ที่สำคัญ กลัวตนเองสูญเสีย ผลประโยชน์
อันเป็นได้เป็นกอบเป็นกำ ในอยู่ห้วงเวลานี้
ประการที่ห้า หน่วยงาน ที่สนองงานพระพุทธศาสนา
กระทำการให้ร้าย กับพระภิกษุสงฆ์ และชาวพุทธ ที่มีแนวความคิด ไม่ตรงกับตน
กระทำการโดย ให้ชาวพุทธด้วยกัน ทำลายพระสงฆ์ และชาวพุทธด้วยกัน ที่เห็นได้ชัดก็คือ
กรณีของพระธรรมกิตติวงศ์ ซึ่งท่านได้เขียนบทความ แสดงทัศนะคติ การปฏิรูปการศึกษา
กับอนาคตของพระพุทธศาสนา ซึ่งก็เป็นผลดี ต่อพระพุทธศาสนา โดยส่วนรวม
แต่หน่วยงานที่สนองงาน พระพุทธศาสนาดังกล่าว ได้ใช้กลไกของรัฐ เข้าไปคุกคุก
กระทำอันไม่ชอบ ต่อคณะสงฆ์และชาวพุทธ เพื่อการปลดพระสังฆาธิการและพระภิกษุ
ชาวพุทธ ที่ไม่สนองเจตนารมณ์ ของฝ่ายการเมือง สิ่งที่เห็นก็คือ มีการทำใบปลิว
กล่าวหามุ่งกล่าวหาโจมตี พระธรรมกิตติวงศ์ ให้ได้รับความเสียหาย
จนในที่สุด พระธรรมกิตติวงศ์ ก็ถูกสื่อมวลชน และกระแสสังคม มองภาพรวมไปในทางไม่ดี
ซึ่งเรื่องการกล่าวหาต่างๆ สามารถพิสูจน์ได้แล้วว่า ไม่มีมูลความจริงทั้งสิ้น
เฉกเช่นเรื่อง การแสดงทัศนะ การปฏิรูปการศึกษา ไม่ขัดแย้งต่อมติ
มหาเถรสมาคม เพราะพระธรรมกิตติวงศ์ เขียนบทความวันที่ 8 เมษษยน 2544
แต่มหาเถรสมาคม ประชุมพิจารณา เรื่องดังกล่าวในวันที่ 20 เมษายน
2544 และเป็นเหตุให้ เจ้าหน้าที่ของรัฐ ชาวพุทธบางส่วน ได้มีเจตนาทุจริต
พยายามทำลาย ความน่าเชื่อถือ ของพระธรรมกิตติวงศ์ นี่คือสิ่งที่คลาดเคลื่อนไป
จากความเป็นจริง เห็นผิดเป็นชอบ เห็นชอบเป็นผิดนั่นเอง
สิ่งที่ต้องติดตามนั้น ก็คือบทบาทเจ้าหน้าที่ ที่สนองงานคณะสงฆ์ไทย
แต่เหตุใดจึงเปลี่ยนนโยบาย เปลี่ยนทิศทางไป ทำหน้าที่กำกับดูแล พระสงฆ์ทุกด้าน
ถือเป็นยุคมืด แห่งวงการสงฆ์ ผู้ได้รับผลประโยชน์ตรงนี้ จึงไม่อยากออกจากระบบ
หรือออกจากการเปลี่ยนแปลง โครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ คราวต่อต้องมาดูกันอีกว่า
ใครตัวไหน ที่มาปกครองคณะสงฆ์ ตัวจริงกัน ติดตามต่อไป
ซึ่งเป็นผลให้ องค์การยุวสงฆ์แห่งประเทศไทย ประกอบด้วยพระหนุ่ม เณรน้อย
ต้องลุกขึ้นมา ประกาศแถลงการณ์ คัดค้าน เพื่อป้องกันมิให้มี การกระทำละเมิดพระธรรมวินัย
ซึ่งอันจะเป็นผลให้ พระพุทธศาสนา เสื่อมถอย และถึงกาลวิบัติในภาคภายหน้า
เมื่อมีการลุแก่อำนาจ โดยไม่คำนึงถึง พระธรรมวินัย ซึ่งเป็นไปตามพุทธบัญญัติ
ประการที่หก การที่กรมการศาสนาได้ใช้กลไกของรัฐ
เข้าไปคุกคุกต่อคณะสงฆ์ เพื่อการปลดพระสังฆาธิการ ที่ไม่สนองเจตนารมณ์
ของฝ่ายการเมือง การดำเนินการให้ เจ้าคณะตำบลคลองหนึ่ง ต้องพ้นจาก
ตำแหน่ง เนื่องจาก เจ้าคณะตำบลคลองหนึ่ง ไม่ยอมสั่ง พักการปฎิบัติหน้าที่
ในตำแหน่ง เจ้าอาวาส ของพระราชภาวนาวิสุทธิ์ วัดพระธรรมกาย เนื่องมาจาก
อยู่ระหว่างการถูกฟ้อง ฐานยักยอกทรัพย์ ของวัดพระธรรมกาย โดยทุจริตให้เป็นของตนเอง
ต้องมามีการชี้นำ แต่งตั้งรักษาการ เจ้าคณะตำบลคลองหนึ่ง เพื่อให้ดำเนินการ
สั่งพักตำแหน่ง เจ้าอาวาส ของพระราชภาวนาวิสุทธิ์ ตามนโยบาย ของทางฝ่ายการเมือง
การดำเนินการ รื้อฟื้น นิคหกรรม กรณีวัดพระธรรมกาย เมื่อพระพรหมโมลีเจ้าคณะภาค
๑ ไม่เห็นชอบด้วย ก็มีการใช้อำนาจ ในทางการปกครอง ให้พระพรหมโมลี
พ้นจากตำแหน่งเจ้าคณะภาค ๑
เมื่อมีคำสั่งแต่งตั้ง รองเจ้าภาค ๑ เป็นรักษาการ เจ้าคณะภาค เพื่อให้การดำเนิน
นิคหกรรมต่อไป แต่รักษาการเจ้าคณะภาค ๑ ไม่สามารถดำเนินการ นิคหกรรมต่อไปได้
จึงได้ขอลาออกจากตำแหน่ง รักษาการเจ้าคณะภาค ๑ จึงได้มีการแต่งตั้งเจ้าคณะภาค
๑๕ ให้รักษาการเจ้าคณะภาค ๑ เพื่อให้มีการดำเนิน นิคหกรรมต่อไป
การที่คณะสงฆ์ ต้องปฏิบัติงาน ไปในทางที่ผิดธรรมเนียม ประเพณี การฝืนต่อพระธรรมวินัย
ทำให้องค์การยุวสงฆ์ แห่งประเทศไทย ที่เป็นพระหนุ่ม เณรน้อย ต้องออกมาคัดค้าน
ในเรื่องนี้ เป็นการเฉพาะ ผลของการคัดค้าน การรื้อฟื้นนิคหกรรม ได้เริ่มเกิดขึ้นโดยลำดับ
กล่าวคือ เมื่อเริ่มมีการ เปิดดำเนินการ เพื่อพิจารณารื้อฟื้น นินคกกรรมของศาลสงฆ์
ความไม่ชอบมาพากล ของกระบวนการพิจารณา ทำให้องค์การยุวสงฆ์ แห่งประเทศไทย
นำโดยพระมหาเดวิทย์ ยสสี ประธานองค์การยุวสงฆ์ แห่งประเทศไทย รูปปัจจุบัน
ได้ออกแถลงการณ์ คัดค้าน การรื้อฟื้นนิคหกรรม จนขยายผลออกไปยัง พระสังฆาธิการทั่วประเทศ
และสื่อมวลชน นำเสนอมาอย่างต่อเนื่องนั้น ผลสะท้อนที่กลับมาสู่ ผู้นำยุวสงฆ์ก็คือ
พระมหาเดวิทย์ ยสสี ประธานองค์การยุวสงฆ์แห่งประเทศไทย ได้ถูกภัยมืดคุกคาม
ทั้งโดยทางตรงและทางลบ กล่าวคือ ได้มีการออกข่าวทางหนังสือพิมพ์ว่า
องค์การยุวสงฆ์ฯ เป็นองค์การไม่มีกฎหมายรองรับ เป็นการดำเนินการของพระหนุ่ม
เณรน้อย ที่คึกคะนอง ชอบสร้างความสับสน แตกแยก และทางกรมการศาสนา
ยังได้ให้สัมภาษณ์คุกคาม ผ่านสื่อมวลชนอย่างต่อเนื่อง มีแม้กระทั่งออกข่าวว่า
จะนำตำรวจไปบุกจับถึงกุฎิ และล่าสุด อธิบดีกรมการศาสนา ในฐานะเลขาธิการมส.
ได้ออกแถลงการณ์ ส่งไปยัง พระสังฆาธิการ ระดับพระผู้ปกครองทั่วประเทศ
กล่าวหาพระมหาเดวิทย์ ยสสี ไปในทางเสียหาย โดยมิได้เกรงกลัว ต่อกฎหมายบ้านเมือง
สำหรับคณะทำงาน ของยุวสงฆ์ฯ คือพระมหาพีระนัย รองประธานยุวสงฆ์ฯ
ได้ถูกเจ้าอาวาสวัด ขับออกจากวัด พระผู้ปกครอง เกรงกลัวเจ้าหน้าที่บ้าน
จึงได้ออกคำสั่งไปอย่างนั้น
เมื่อศึกษากรณี การคัดค้านการรื้อฟื้นนิคหกรรมต่อ พระราชภาวนาวิสุทธิ์
(พระธัมมชโย )และพระภาวนาวิริยคุณ (พระทัตตชีโว) วัดพระธรรมกาย โดยละเอียดแล้ว
จะวิเคราะห์ได้ว่า บทบาทของพระมหาเดวิทย์ ยสสี ประธานองค์การยุวสงฆ์ฯ
ได้คัดค้านนิคหกรรมนั้น ถือว่าเป็นสิทธิ ที่จะกระทำได้ เป็นการเรียกร้อง
ความชอบธรรม ให้เกิดขึ้นในวงการคณะสงฆ์ น่าจะให้การสนับสนุนมากทีเดียว
เพราะจะเป็นบรรทัดฐานที่ดีงามต่อไป หากเกิดกรณีอธิกรณ์ต่างๆ เกิดขึ้นอีกในบวรพระพุทธศาสนา
จะทำให้พระสงฆ์ สามเณรยึดถือเอาแนวทางที่ดีงาม ในการเสนอให้คณะสงฆ์
ระดับสูงพิจารณา ในเรื่องที่จะเกิดขึ้น ให้ความชอบธรรม กับทุกฝ่าย
และพระสงฆ์ระดับสูง จะเป็นที่น่าเคารพ น่าเชื่อถือ ไม่ความอคติกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนั่นเอง
การที่เจ้าหน้าที่ กรมการศาสนา ออกมาคุกคาม ให้ร้ายป้ายสีพระมหาเดวิทย์
ยสสี และคณะยุวสงฆ์ฯ ผ่านสื่อมวลชนบ้าง ผ่านพระผู้ปกครองบ้าง ทำให้สังคมพระสงฆ์
ทั้งประเทศได้เห็นว่า เป็นการกระทำที่ เหมาะสมแล้วหรือ กับสถานการณ์
ที่ทำไปนั้น แม้กระทั่งออกหนังสือไปชี้แจ้งต่อ พระสังฆาธิการ ระดับเจ้าคณะภาค
และเจ้าคณะจังหวัด กล่าวหาใส่ความ ให้พระสงฆ์ เกิดความแตกแยก ร้าวฉานในที่สุด
เสียงสะท้อนกลับมาจะเห็นได้ว่า การชี้นำชักนำ ให้พระสังฆาธิการ ระดับสูงทำตามเจตนารมณ์
ของตนนั้น ท่านไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ทำให้พระสงฆ์ ทั้งประเทศ เริ่มจับตามองบทบาท
อำนาจหน้าที่ ของกรมการศาสนา ต่อไปว่า จะให้มีอยู่ในสถานะแบบไหน
เมื่อเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ไปกดดันพระสังฆาธิการ ระดับผู้ปกครอง
และพระสงฆ์ สามเณรทั่วไป ให้ทำตามความต้องการ ของตนแล้ว เมื่อท่านทั้งหลาย
หมดความอดทน แล้ว จะมีใครเป็นผู้รับประกันได้ กับเหตุการณ์ อันจะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า
ถ้าหากพระสังฆาธิการ พระสงฆ์ สามเณรทั้งประเทศ หมดความอดทน หมดความเกรงใจแล้ว
อะไร ๆ มันก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น
|