collage
Products
Affiliates
Our Clients
Resources
Resources
Resources
Resources
Resources
Resources
Resources
Resources
Resources
Resources


.
Products

ประวัติการศึกษาของคณะสงฆ์ ในประเทศไทย

          พระสงฆ์สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหน้าที่สืบทอดพระพุทธศาสนาโดยตรง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องศึกษาพระปริยัติธรรม ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ เพื่อที่จะสามารถนำพระธรรมคำสั่งสอนทั้งมวล ในพระพุทธศาสนาไปถ่ายทอดให้พระภิกษุรุ่นใหม่ สามเณร พุทธศาสนิกชน ตลอดจนผู้ที่สนใจพระพุทธศาสนาโดยทั่วไปอย่างมีประสิทธิผลและไม่ผิดเพี้ยน

          คำว่า “ปริยัติ” แปลว่า การศึกษาหรือ การเล่าเรียน ดังนั้น การศึกษาพระปริยัติธรรมหรือการกล่าวว่า พระปริยัติธรรม จึงหมายถึงการศึกษาหรือการเล่าเรียนพระพุทธศาสนาทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ โดยเหตุนี้ในพระพุทธศาสนาจึงมีเรื่องสำคัญที่จะต้องจัดทำ อยู่ ๒ ประการเรียกว่า

๑.    คันถธุระ หมายถึง การศึกษาธรรมจากพระไตรปิฎก ซึ่งประกอบด้วยพระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก และพระอภิธรรมปิฎก

๒.    วิปัสสนาธุระ หมายถึง หมายถึงการศึกษาธรรมภาคปฎิบัติ ได้แก่

การเจริญภาวนา ฝึกจิตให้สงบเป็นสมาธิ เมื่อจิตสงบเป็นสมาธิแน่วแน่แล้วย่อมเกิดปัญญารู้แจ้งธรรมทั้งปวงที่ศึกษาจากพระไตรปิฎก

          แม้จะมีหลักฐานปรากฎว่า พระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท ได้เข้ามาสู่ประเทศไทย ตั้งแต่ราว พ.ศ.๓๐๓ ก็ตามแต่การศึกษาพระปริยัติธรรมของคณะสงฆ์ ซึ่งมีหลักฐานปรากฎแน่ชัดนั้น เริ่มตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. ๑๘๐๐ ในสมัยสุโขทัย เป็นราชธานี และมีการเปลี่ยนแปลงมาโดยลำดับซึ่งอาจกล่าวไว้โดยย่อดังนี้

สมัยสุโขทัย


          มีการศึกษาพระปริยัติธรรมโดยใช้พระไตรปิฎกฉบับภาษาบาลีจากลังกาเป็นตำราเรียน ต่อมาจึงมีการแปลพระไตรปิฎกจากภาษาบาลีเป็นภาษาขอม(หรือ อักษรขอม) จารึกลงในใบลาน ทั้งนี้เพราะในสมัยนั้นไทยได้รับอิทธิพลจากเขมรในด้านอักษรศาสตร์ จึงมีความรู้ความเชี่ยวชาญอักษรขอมมาก การศึกษาพระปริยัติธรรมในสมัยนี้ได้รับความสนพระทัยจากพระมหากษัตริย์เป็นอันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระเจ้าลิไท ถึงขนาดทรงพระราชนิพนธ์ “เตภูมิกถา” ซึ่งเป็นวรรณคดีทางพระพุทธศาสนาชิ้นสำคัญของไทย ทั้งยังได้ทรงอุทิศพระมหาปราสาท ให้เป็นสถานศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมแก่พระภิกษุสงฆ์ด้วย แต่ไม่ปรากฎหลักฐานว่ามีการสอบเลื่อนชั้น หรือวิทยฐานะแต่ประการใด

สมัยกรุงศรีอยุธยา

          ในสมัยนั้นพระมหากษัตริย์ทรงส่งเสริมและทรงอุปถัมภ์การเล่าเรียนพระปริยัติธรรม ทรงโปรดฯให้มีการสอบพระปริยัติธรรมเป็นทางการ มีการยกย่องพระภิกษุ ผู้สอบผ่านให้มีวิทยฐานะและสมณศักดิ์ เป็น “พระมหา” นำหน้าชื่อโดยมีการจัดชั้นเรียนเป็น ๓ ระดับคือ บาเรียนตรี บาเรียนโท และบาเรียนเอก (สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้ทรงเปลี่ยนคำว่า “บาเรียน” มาเป็น “เปรียญ” เพื่อให้รัดกุมและทันสมัย)

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์

          พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ทรงส่งเสริมและปรับปรุงการศึกษาพระปริยัติธรรมอย่างจริงจัง และทรงถือว่า การสอนพระปริยัติธรรมของพระภิกษุสามเณร เป็นราชการแผ่นดินอย่างหนึ่งด้วย

          ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้มีการปรับปรุงพระปริยัติธรรม โดยขยายชั้นเรียน จนถึงบาเรียน ๙ ประโยค ซึ่งเป็นประโยคสูงสุดของหลักสูตรภาษาบาลี พระมหากษัตริย์ พระราชทานพัดยศให้ตั้งแต่ผู้สอบได้บาเรียน ๓ ประโยคขึ้นไป พร้อมไตรจีวรและมีสมณศักดิ์เป็นพระมหา

          ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัว ได้มีการส่งเสริมพระปริยัติธรรมของคณะสงฆ์ให้กว้างขวางยิ่งขึ้นอีก สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ ในรัชกาลที่ ๕ ทรงมีบทบาทสำคัญยิ่งในการจัดระเบียบการศึกษาพระปริยัติธรรมของคณะสงฆ์ ทรงพัฒนาแผนการศึกษา โดยทรงจัดแบ่งชั้นเรียนกำหนดหลักสูตร ทรงสร้างและปรับปรุงตำราเรียนขึ้นใหม่ โดยปรับปรุงพระไตรปิฎกภาษาบาลีมาใช้อักษรไทยเขียนลงในสมุด ทรงเปลี่ยนแปลงการสอบไล่จากการแปลปากเปล่า มาเป็นการสอบข้อเขียน

          แผนการศึกษาพระปริยัติธรรมของคณะสงฆ์ที่ปรับปรุงใหม่และใช้มาจนถึงปัจจุบัน แบ่งออกเป็น ๔ แผนก คือ

๑.    แผนกธรรม

๒.    แผนกบาลี

๓.    แผนกสามัญศึกษา

๔.    แผนกอุดมศึกษา

 

แผนกธรรม

          การเรียนการสอนวิชาพระพุทธศาสนา อยู่ในความรับผิดชอบของแต่ละสำนักเรียน (วัดที่มีการเรียนการสอนนักธรรมและบาลี) โดยดำเนินการตามนโยบายของคณะกรรมการการศึกษาของคณะสงฆ์ ดังนั้น แผนกธรรมจึงมีหน้าที่รับผิดชอบเฉพาะเรื่องการสอบแผนกธรรมอาจจำแนกได้ดังนี้

          ๑)การบริหารงาน หน่วยงาน ซึ่งทำหน้าที่บริหารแผนกธรรม เรียกว่า “กองธรรม” มีหน้าที่ในการออกข้อสอบ ตรวจข้อสอบ ประกาศผลการสอบและเก็บรักษาสถิติเกี่ยวกับการสอบนักธรรมของผู้เข้าสอบ ทั่วประเทศ การสอบที่จัดขึ้นแต่ละครั้งเรียกว่า “สอบธรรมสนามหลวง” มีการสอบปีละ ๑ ครั้ง

          ๒)ผู้บริหาร ตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของกองธรรมเรียกว่า “แม่กองธรรม” พระมหาเถระผู้ดำรงตำแหน่งแม่กองธรรมในปัจจุบันคือ พระสุธรรมาธิบดี เจ้าอาวาสวัดราชาธิวาสวิหาร

          ๓) โครงสร้างการบริหารงาน ตำแหน่งหน้าที่และผู้ดำรงตำแหน่งในกองธรรม (พ.ศ.๒๕๔๐) แสดงได้ด้วยแผนภูมิด้านซ้าย

หลักสูตร

          หลักสูตรการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรมมี ๒ ประเภท คือ

          ๑)นักธรรม เป็นหลักสูตรสำหรับบรรพชิต เรียกผู้เรียนหรือผู้สอบว่า “นักธรรม”

          ๒)ธรรมศึกษา เป็นหลักสูตร สำหรับคฤหัสถ์เรียกผู้เรียนหรือผู้สอบว่า “ธรรมศึกษา”

          หลักสูตรการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกนักธรรมทั้ง ๓ ระดับ

แสดงด้วยแผนภูมิดังนี้

บรรพชิต                             คฤหัสถ์

นักธรรมเอก                         ธรรมศึกษาเอก

นักธรรมโท                          ธรรมศึกษาโท

นักธรรมตรี                          ธรรมศึกษาตรี

         

          ผู้ที่สอบนักธรรมหรือธรรมศึกษาตรีในสนามหลวงได้แล้ว จึงมีสิทธิ์เข้าสอบนักธรรมโทหรือธรรมศึกษาโท เมื่อสอบได้ชั้นโทหรือธรรมศึกษาโท ในสนามหลวงแล้วจึงมีสิทธิ์สอบชั้นเอกตามลำดับ

          หลักสูตรนักธรรมและธรรมศึกษาที่ยุติในปี พ.ศ.๒๕๔๐ ได้กำหนดวิชาและหนังสือเรียนไว้ดังนี้

นักธรรมชั้นตรี

          ๑.เรียงความแก้กระทู้ธรรม

ใช้หนังสือพุทธศาสนสุภาษิตเล่ม ๑

๒.ธรรม

ใช้หนังสือนวโกวาท แผนกธรรมวิภาค และคิหิปฎิบัติ

๓.   ตำนาน

แก้ปัญหาอนุพุทธประวัติ ใช้หนังสืออนุพุทธประวัติเล่ม ๑-๒-๓ ปฐมโพธิ พระนิพนธ์ในสมเด็จพระสังฆราช(สา ปุสฺสาเทว) ศาสนาพิธี เล่ม ๓

          ๔.วินัย

ใช้หนังสือนวโกวาท แผนกวินัยบัญญัติ และวินัยมุขเล่ม ๑

นักธรรมโท

          ๑.เรียงความแก้กระทู้ธรรม

ใช้หนังสือพุทธศาสนสุภาษิต เล่ม ๒ ให้แต่งเป็นทำนองเทศนาโวหารยกสุภาษิตอื่นมาอ้าง ๒ แห่ง ไม่ให้ซ้ำกัน เรียงเชื่อมความให้สืบเนื่องติดต่อกันสนิท

          ๒.ธรรม

แก้ปัญหาธรรมวิภาคพิศดารออกไป หลักสูตรใช้หนังสือธรรมวิภาคปริเฉทที่ ๒

          ๓.ตำนาน

แก้ปัญหาอนุพุทธประวัติ ใช้หนังสืออนุพุทธประวัติ และพุทธานุพุทธประวัติอันกล่าวเฉพาะประวัติพระสาวก สังคีติกถา

          ปฐมสมโพธิ พระนิพนธ์ในสมเด็จพระสังฆราช(สา ปุสฺสาเทว) และศาสนพิธี เล่ม ๒

          ๔.วินัย

ใช้หนังสือนวโกวาท แผนกวินัยบัญญัติและวินัยมุข เล่ม ๑

 

นักธรรมชั้นเอก

 

          ๑.เรียงความแก้กระทู้ธรรม

ใช้หนังสือพุทธศาสนาสุภาษิต เล่ม ๓ ให้แต่งเป็นทำนองเทศนาโวหาร ยกสุภาษิตอื่นมาอ้าง ๓ แห่ง อย่าให้ซ้ำกัน เรียงเชื่อมความให้สืบเนื่องติดต่อกันสนิท

          ๒.ธรรม

ปัญหาธรรมโดยปรามัตถเทศนา ใช้หนังสือธรรมวิจารณ์ ส่วนปรมัตถปฎิปทาและสังสารวัฎ สมถกรรมฐาน วัปัสสนากรรมฐาน มหาสติปัฎฐาน คิริมานนทสูตร

          ๓.ตำนาน

แก้ปัญหาพุทธานุพุทธประวัติ กับข้อธรรมในท้องเรื่องนั้นใช้หนังสือพุทธประวัติ

เล่ม ๑-๒-๓ ปฐมสมโพธิ พระนิพลธ์ในสมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสาเทว)

พุทธานุพุทธประวัติ อนุพุทธประวัติ พระปฐมสมโพธิกถา พระนิพนธ์ในสมเด็จ

พระมหาสมณจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส

         ๔ .วินัย

แก้ปัญหาวินัยมีสังฆกรรมเป็นต้นหลักสูตรใช้หนังสือวินัยมุขเล่ม ๓

      

         ธรรมศึกษาชั้นตรี

    เรียงความแก้ความกระทู้ธรรม และตำนาน   ใช้หลักสูตรธรรมหลักสูตรนักธรรมชั้นตรี  ส่วนวินัย ใช้หนังสือเบญจศีลเบญจธรรมอุโบสถศีล ของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ญาณวรเถร)

 

       ธรรมศึกษาชั้นโท

  ใช้หลักสูตรนักธรรมชั้นเอก เว้นวินัย

 

แผนกบาลี

แผนกบาลีมีหน้าที่เกี่ยวข้องเฉพาะเรื่องการสอบบาลีของคณะสงฆ์ทั่วประเทศ การทำงานของแผนกบาลีจำแนกได้ดังนี้

          ๑)การบริหารงาน หน่วยงาน ซึ่งทำหน้าที่บริหารในแผนกบาลี เรียกว่า “กองบาลี” มีหน้าที่ในการออกข้อสอบ และเก็บรักษาสถิติด้านการสอบบาลี การสอบที่จัดขึ้นแต่ละครั้ง เรียกว่า “ สอบบาลีสนามหลวง’’  

          ๒) ผู้บริหาร ตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของกองบาลี เรียกว่า “แม่กองบาลี” พระมหาเถระผู้ดำรงตำแหน่งแม่กองบาลีในปัจจุบันคือ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ

          ๓) โครงสร้างการบริหารงาน ตำแหน่งหน้าที่และผู้ดำรงตำแหน่งในกองบาลี(พ.ศ.๒๕๔๐)

          ๔) หลักสูตร หลักสูตรการศึกษาพระปริยัติธรรม แบ่งออกเป็น ๙ ระดับ ตั้งแต่ประโยค ๑-๒ จนถึงประโยค ๙ หลักสูตรพระปริยัติธรรม แผนกบาลี ในปัจจุบันได้กำหนดวิชาและหนังสือเรียนไว้ดังนี้คือ

          ประโยค ๑-๒ และเปรียญตรีปีที่ ๑

          ๑.วิชาบาลีไวยากรณ์

ใช้หนังสือบาลีไวยากรณ์ ๔ เล่มเป็นหลัก

          ๒.วิชาแปลมคธเป็นไทย

แปลโดยพยัญชนะและแปลโดยอรรถ ใช้หนังสือ ธัมมปทัฏฐกถาภาคที่ ๑-๔

 

          เปรียญธรรมประโยค ๓

          ๑.วิชาบาลี

ใช้หนังสือบาลีไวยากรณ์ ๔ เล่มเป็นหลัก

          ๒.วิชาสัมพันธ์ไทย

ใช้เนื้อหาในหนังสือธัมมปทัฎฐกถาภาคที่ ๕-๘

          ๓.วิชาแปลมคธเป็นไทย

แปลโดยพยัญชนะและแปลโดยอรรถ ใช้หนังสือธัมมปทัฎฐกถาภาคที่ ๕-๘

๔.    วิชาบุรพภาค

ไม่มีหนังสือใช้เป็นหลักสูตรแน่นอน ส่วนมากจะเป็น(ข้อเขียนไทย) การเขียนจดหมายราชการหรือประกาศ

 

         เปรียญธรรมประโยค ๔

๑.วิชาแปลไทยเป็นมคธ
ใช้หนังสือธัมมปทัฎฐกถา ภาคที่ ๑

๒.วิชาแปลมคธเป็นไทย
ใช้หนังสือมังคลัตถทีปนี ภาคที่ ๑

 

         เปรียญธรรมประโยค ๕

๑.วิชาแปลไทยเป็นมคธ
ใช้หนังสือธัมมปทัฎกถา ภาคที่ ๒-๓-๔

๒.วิชาแปลมคธเป็นไทย
ใช้หนังสือมังึคลัตถทีปนี ภาคที่ ๒

         

         เปรียญธรรมประโยค ๖

๑.วิชาแปลไทยเป็นมคธ
ใช้หนังสือธัมมปทัฎกถา ภาคที่ ๕-๖-๗-๘

๒.วิชาแปลมคธเป็นไทย
ใช้หนังสือตติย-จตุตถ-ปัญจม-สมันตปาสาทิกา

 

         เปรียญธรรมประโยค ๗

๑.วิชาแปลไทยเป็นมคธ
ใช้หนังสือมังคลัตถทีปนี ภาคที่ ๑-๒

๒.วิชาแปลมคธเป็นไทย
ใช้หนังสือปฐม-ทุติยสมันตปาสาทิกา

         แผนกสามัญศึกษา

          แผนสามัญศึกษา ได้แก่การศึกษาวิชาสามัญควบคู่ไปกับวิชาธรรมและภาษาบาลี ในโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาซึ่งกระทรวงศึกษาได้จัดตั้งขึ้น ในพ.ศ.๒๕๑๔ โดยมีจุดมุ่งหมายให้พระภิกษุสามเณรได้มีโอกาสศึกษาวิชาสามัญในระดับชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาควบคู่ไปกับวิชาธรรมและภาษาบาลี

แผนกอุดมศึกษา

          การศึกษาพระปริยัติธรรมในระดับอุดมศึกษาของคณะสงฆ์ไทย มีการจัดการเรียนการสอนอยู่ใน ๒ มหาวิทยาลัย คือ

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

          ตั้งอยู่ในบริเวณวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ และมีวิทยาเขตอยู่ในส่วนภูมิภาค ๑๐ แห่ง

          มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย แต่เดิมเป็นโรงเรียนพระปริยัติธรรม ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ย้ายมาจากเก๋งหน้าวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๐ ด้วยมีพระราชดำริว่า สถานที่เดิมนั้นคับแคบและยังได้มีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานนามว่า “มหาธาตุวิทยาลัย” เมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๓๒ โดยมีฐานะเป็นโรงเรียนพระปริยัติธรรม ครั้นต่อมาเมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน พ.ศ.๒๔๓๙ ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้เปลี่ยนนามจาก “มหาธาตุวิทยาลัย” เป็น “มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย” เพื่อเป็นอนุสรณ์เฉลิมพระเกียรติของพระองค์สืบไปภายหน้า

          ครั้นเมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๙๐ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ได้เปิดการศึกษาในรูปแบบมหาวิทยาลัยสงฆ์อย่างสมบูรณ์ ต่อมาเมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๐ รัฐบาลได้ออกกฎหมายรองรับสถานภาพของมหาวิทยาลัยจึงได้เพิ่มขึ้นเป็น “มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย”

          ๑)การบริหารงาน ตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ.๒๕๔๐ มีฐานะเป็นนิติบุคคลเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ โดยมีสภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งมีอำนาจและหน้าที่ควบคุมดูแลกิจการทั่วไปของมหาวิทยาลัยและโดยเฉพาะให้มีอำนาจและหน้าที่ในการกำหนดนโยบายเกี่ยวกับการศึกษา การวิจัย การให้บริการด้านพระพุทธศาสนาแก่สังคมให้การทะนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม การกำหนดนโยบายทางด้านการจัดหารายได้และการอนุมัติงบประมาณรายจ่ายของมหาวิทยาลัย การวางระเบียบออกข้อบังคับข้อกำหนดและประกาศต่างๆ ของมหาวิทยาลัย การอนุมัติให้ปริญญาบัตร ตลอดจนประกาศนียบัตรต่างๆการอนุมัติการจัดตั้ง การรวม การยุบเลิกส่วนงานอนุมัติการเปิดสอนและหลักสูตรการศึกษาด้านพระพุทธศาสนาของมหาวิทยาลัย พิจารณาดำเนินการเพื่อให้สมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้ง และพิจารณาถอดถอนบุคลากรของมหาวิทยาลัย ตลอดจนการติดตามและประเมินผลการดำเนินงาน

**************************

มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย

          ตั้งอยู่ในบริเวณวัดบวรนิเวศวิหาร บางลำพู กรุงเทพมหานคร และมีวิทยาเขตอยู่ในส่วนภูมิภาค ๗ แห่ง คือ

          ๑.วิทยาเขตมหาวชิรลงกรณ์ราชวิทยาลัย วัดชูจิตธรรมาราม อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา

          ๒.วิทยาเขตล้านนา วัดเจดีย์หลวง อ.เมือง จ.เชียงใหม่

          ๓.วิทยาเขตศรีธรรมาโศกราช วัดมหาธาตุ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช

          ๔.วิทยาเขตอีสาน วัดศรีจันทร์ อ.เมือง จ.ขอนแก่น

          ๕.วิทยาเขตสิรินธรราชวิทยาลัย วัดสิรินธรเทพรัตนาราม อ.สามพราน จ.นครปฐม

          ๖.วิทยาเขตร้อยเอ็ด วัดเหนือ อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด

          ๗.วิทยาเขตศรีล้านช้าง วัดศรีสุทธาวาส อ.เมือง จ.เลย

         

          มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย แต่เดิมมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ให้สร้างขึ้น ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๓๐ ในวโรกาสที่ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ ๒๕ ปี บริบูรณ์ได้พระราชทานนามว่า “มหามกุฎราชวิทยาลัย” และทรงอุทิศเฉลิมพระเกียรติในพระนามาภิไธย ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบรมชนกนาถ ผู้พระราชทานกำเนิดและทรงทำนุบำรุงคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุตนิกายมาแต่ต้น ทรงรับสถาบันแห่งนี้ไว้ในพระบรมราชูถัมถ์คู่กับมหามจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

          เมื่อวันที่ ๓๐ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๘๘ สมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงมีบัญชาให้เรียกนามมหามกุฎราชวิทยาลัยว่า “สภาการศึกษามหามกุฎราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์”

          ในวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๔๔๙ สมเด็จพระสังฆราชเจ้าได้ทรงแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการจัดการศึกศึกษา ในรูปแบบมหาวิทยาลัยสงฆ์ ให้การศึกษาแก่พระภิกษุสามเณรทั่วไป โดยจัดเป็นหลักสูตรปริญญาศาสนศาสตร์บัณฑิตไว้ ๔ ปี และเปิดเรียนในปีนี้เป็นรุ่นแรก

          ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๔๐ รัฐบาลได้ออกกฎหมายรองรับสถานภาพของมหาวิทยาลัย จึงได้ชื่อเพิ่มขึ้นเป็น “มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย”

          การจัดระบบการบริหารงานและการจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัยมกุฎราชวิทยาลัย อาจแยกอธิบายไว้ดังนี้

          ๑.การบริหารงาน ตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย พ.ศ.๒๕๔๐ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ โดยมีสภามหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย ซึ่งมีอำนาจและหน้าที่ควบคุมดูแลกิจการทั่วไปของมหาวิทยาลัยและโดยเฉพาะให้มีอำนาจและหน้าที่ในการกำหนดนโยบายเกี่ยวกับการศึกษา การวิจัยการให้บริการด้านพระพุทธศาสนาแก่สังคม ให้การทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม การกำหนดนโยบายทางด้านการจัดหารายได้และการอนุมัติงบประมาณรายจ่ายของมหาวิทยาลัย การวางระเบียบ ออกข้อบังคับ ข้อกำหนดและประกาศต่างๆ ของมหาวิทยาลัยการอนุมัติให้ปริญญาบัตรตลอดจนประกาศนียบัตรต่างๆ การอนุมัติการจัดตั้ง การรวมการยุบเลิกส่วนงาน อนุมัติการเปิดสอนและหลักสูตรการศึกษาด้านพระพุทธศาสนาของมหาวิทยาลัยพิจารณาดำเนินการเพื่อให้สมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้ง และพิจารณาถอดถอนอธิการบดี แต่งตั้งและถอดถอนอธิการบดี แต่งตั้งและถอดบุคลากรของมหาวิทยาลัย ตลอดจนการติดตามและประเมินผลการดำเนินงาน

          ๒.ผู้บริหาร คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัยประกอบด้วย ๒ สภา คือ สภามหาวิทยาลัย กับสภาวิชาการ

          สภามหาวิทยาลัยประกอบด้วยนายกสภามหาวิทยาลัย และกรรมการสภามหาวิทยาลัย อันประกอบด้วยพระภิกษุ ข้าราชการประจำ และผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้งจากพระภิกษุหรือ คฤหัสถ์

          สภาวิชาการประกอบด้วย อธิการบดี และกรรมการสภาวิชาการ ซึ่งประกอบด้วยกรรมการสภาวิชาการโดยตำแหน่ง คือผู้ที่มีตำแหน่งในมหาวิทยาลัย กับกรรมการสภาวิชาการ ซึ่งคณาจารย์เลือกจากคณาจารย์ประจำคณะละ ๓ คน

          นายกสภามหาวิทยาลัยในปัจจุบันคือ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพรสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

          ๔.หลักสูตร มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย ได้จัดการเรียนการสอน ๒ ระดับคือ

         ระดับปริญญาตรีและโท

          ระดับปริญญาโท มี ๒ สาขาวิชาคือ

          คณะพุทธศาสนาและปรัชญา ให้ปริญญาศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต หรือศน.ม.(พุทธศาสนาและปรัชญา)

          คณะพุทธศาสนนิเทศ ให้ปริญญาศาสนศาสตรมหาบัณฑิต หรือศน.ม.(พุทธศาสนนิเทศ)

         

          ระดับปริญญาตรี มี ๔ สาขา

          ศาสนศาสตรบัณฑิต

          หรือศน.บ.(ศาสนาและปรัญชา)

          ศาสนศาสนตรบัณฑิต

          หรือศน.บ.(มนุษย์ศาสตร์)

          ศาสนศาสตร์บัณฑิต

          หรือศน.บ.(สัมคมศาสตร์)

          ศาสนศาสตรบัณฑิต

          หรือศน.บ.(ศึกษาศาสตร์)

         

หลักสูตรปฎิบัติกรรมฐานและการปฎิบัติศาสนกิจ

          นักศึกษาที่สำเร็จหลักสูตรด้านวิชาการตามเวลา ๘ ปีแล้วต้องปฎิบัติกรรมฐานและปฎิบัติศาสนกิจ ซึ่งเป็นหลักสูตรภาคปฏิบัติอีก ๑ ปี หลักสูตรภาคปฏิบัติมีดังนี้

          ๑.ปฎิบัติกรรมฐานในสถานที่ตามระยะเวลาที่มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยกำหนดเป็นคราวๆไป

          ๒.ปฏิบัติศาสนกิจข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้

          ๒.๑ ปฏิบัติศาสนกิจประจำในต่างจังหวัดตามคำสั่งของมหาวิทยาลัย

          ๒.๒ เป็นเจ้าหน้าที่หรืออาจารย์ในมหาวิทยาลัยจะกำหนด

          ๒.๓ ปฏิบัติศาสนกิจในวัดของตน โดยเจ้าอาวาสแจ้งความจำนงต่อมหาวิทยาลัย และได้รับอนุมัติจากมหาวิทยาลัย

          นักศึกษาผู้ปฏิบัติในภาคปฏิบัติต้องรายงานกิจการที่ทำต่อมหาวิทยาลัย เพื่อคิดเป็นคะแนนพิเศษภาคปฏิบัติ

          มีข้อที่น่าสังเกต คือการปฏิบัติกรรมฐาน และการปฏิบัติศาสนกิจนี้ไม่ได้กำหนดเป็นหน่วยกิตแต่คำนึงถึงความสมบูรณ์ ๓ ขั้นของการศึกษาในพระศาสนา คือปริยัติ ปฏิบัติและปฏิเวธ เพื่อให้พระนักศึกษาได้ตอบแทนคุณพระพุทธศาสนาและได้มีประสบการณ์ในการปฏิบัติ การวัดผลจึงอาศัยการตรวจผลงานโดยมหาวิทยาลัย

          นักศึกษาผู้สำเร็จหลักสูตรทั้งทางด้านวิชาการ และการปฏิบัติแล้ว จึงมีสิทธิ์ได้รับปริญญาศาสนศาสตร์บัณฑิต แต่ต้องประกอบด้วยคุณสมบัติ ตามที่มหาวิทยาลัยกำหนดไว้

         

*******************

 




 
สงวนลิขสิทธิ์ตามพ.ร.บ . ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537
องค์การยุวสงฆ์แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2545
ตู้ปณ. 146 ปณจ.ดุสิต กรุงเทพมหานคร 10300
ติดต่อหรือแนะนำ ที่ Webyuwasong@gmail.com