กฎหมายพระสงฆ์ของไทยในอดีต
พระราชบัญญัติ
ลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ.๑๒๑
มีพระบรมราชโองการ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าอยู่หัวฯ
ดำรัสเหนือเกล้าฯ ให้ประกาศจงทราบทั่วกันว่า
ทุกวันนี้การปกครองข้างฝ่ายพระราชอาณาจักร ก็ได้ทรงพระราชดำริแก้ไข
และจัดตั้งแบบแผนการปกครองให้เรียบร้อยเจริญดีขึ้นกว่าแต่ก่อนเป็นหลายประการแล้ว
และฝ่ายพระพุทธจักรนั้น การปกครองสังฆมณฑล ย่อมเป็นการสำคัญทั้งในประโยชน์แห่งพระศาสนา
และในประโยชน์ความเจริญของพระราชอาณาจักรด้วย ถ้าการปกครองสังฆมณฑล
เป็นไปตามแบบแผนกันเรียบร้อย พระศาสนาก็จะรุ่งเรืองถาวร และจะชักนำประชาชนทั้งหลายให้เลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสโนวาท
ประพฤติสัมมาปฏิบัติและร่ำเรียนวิชาคุณในสังฆ์สำนักยิ่งขึ้นเป็นอันมาก
มีพระราชประสงฆ์จะทรงทำนุบำรุงสังฆมณฑล ให้เจริญคุณสมบัติมั่นคงสืบไปในพระศาสนา
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราเป็นพระราชบัญญัติไว้สืบไปดังนี้ว่า
หมวดที่
๑
ว่าด้วยนามและกำหนดใช้พระราชบัญญัติ
มาตรา
๑ พระราชบัญญัตินี้ให้มีนามว่า พระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ รัตนโกสินทรศก
๑๒๑ และพระราชบัญญัตินี้จะโปรดให้ใช้ในมณฑลใด เมื่อใดจะได้ประกาศในหนังสือพิมพ์ราชกิจจานุเบกษาเป็นสำคัญ
มาตรา ๒ ตั้งแต่วันที่ใช้พระราชบัญญัตินี้ในที่ใด ให้ยกเลิกบรรดากฎหมาย
แบบแผนประเพณีที่ขัดขวางต่อพระราชบัญญัตินี้ มิให้ใช้ในที่นั้นสืบไป
หมวดที่
๒
ว่าด้วยคณะใหญ่
มาตรา ๓ พระราชบัญญัตินี้ไม่เกี่ยวด้วยนิกายสงฆ์ กิจและลัทธาเฉพาะในนิกายนั้น
ๆ ซึ่งเจ้าคณะหรือสังฆนายกในนิกายนั้นได้เคยมีอำนาจว่ากล่าวบังคับมาแต่ก่อนประการใด
ก็ให้คงเป็นตามเคยทุกประการ แต่การปกครองอันเป็นสามัญทั่วไปในนิกายทั้งปวง
ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๔ สมเด็จเจ้าคณะใหญ่ทั้ง ๔ ตำแหน่ง คือ เจ้าคณะใหญ่คณะเหนือ
๑ เจ้าคณะใหญ่คณะใต้ ๑ เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุติกา ๑ เจ้าคณะใหญ่คณะหลวง
๑ ทั้งพระราชาคณะ เจ้าคณะเหนือ คณะใต้ คณะธรรมยุติกา คณะกลาง ทั้ง
๔ ตำแหน่งนั้น ยกเป็นพระมหาเถระที่ทรงปฤกษาในการพระศาสนา และการปกครองบำรุงสังฆมณฑลทั่วไป
ข้อภาระธุระในพระศาสนาหรือสังฆมณฑล ซึ่งได้โปรดให้พระมหาเถระทั้งนี้
ประชุมวินิจฉัยในที่มหาเถรสมาคม ตั้งแต่ ๕ พระองค์ขึ้นไป คำตัดสินของมหาเถรสมาคมนั้น
ให้เป็นสิทธิ์ขาดผู้ใดจะอุทธรณ์หรือโต้แย้งต่อไปอีกไม่ได้
หมวดที่ ๓
ว่าด้วยวัด
มาตรา
๕ วัด กำหนดตามพระราชบัญญัตินี้เป็น ๓ อย่าง คือ พระอารามหลวงอย่าง
๑ อารามราษฎร์อย่าง ๑ ที่สำนักสงฆ์อย่าง ๑
๑.พระอารามหลวง คือวัดที่พระเจ้าแผ่นดินทรงสร้าง หรือทรงพระกรุณาโปรดให้เข้าจำนวนในบัญชี
นับว่า เป็นพระอารามหลวง
๒. อารามราษฎร์นั้น คือ วัดซึ่งได้พระราชทานวิสุงคามสีมา แต่มิได้เข้าบัญชีว่า
เป็นวัดหลวง
๓. ที่สำนักสงฆ์ คือ วัดซึ่งยังไม่ได้รับพระราชทานที่วิสุงคามสีมา
มาตรา ๖ ที่วัด และที่ขึ้นวัดนั้น จำแนกตามพระราชบัญญัตินี้เป็น
๓ อย่าง คือที่วัด ๑ ที่ธรณีสงฆ์ ๑ ที่กัลปนา ๑
๑.ที่วัดนั้น คือที่ซึ่งตั้งวัดจนตลอดเขตวัดนั้น เรียกว่า ที่วัด
๒.ที่ธรณีสงฆ์นั้น คือที่แห่งใดๆ ซึ่งเป็นสมบัติของวัด
๓.ที่กัลปนานั้น คือที่แห่งใดๆซึ่งพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงพระราชอุทิศเงินอากรค่าที่แห่งนั้นขึ้นวัดก็ดี
หรือที่ซึ่งเจ้าของมิได้ถวายกรรมสิทธิ์ อุทิศแต่ผลประโยชน์อันเกิดแต่ที่นั้นขึ้นวัดก็ดี
ที่เช่นนั้นเรียกว่า ที่กัลปนา
มาตรา ๗ ที่วัดก็ดี ที่ธรณีสงฆ์ก็ดี เป็นสมบัติสำหรับพระศาสนา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวผู้อัครศาสนูปถัมภก
ทรงปกครองรักษาโดยพระบรมราชานุภาพ ผู้ใดผู้หนึ่งจะโอนกรรมสิทธิ์ที่นั้นไปไม่ได้
มาตรา ๘ วัดใดร้างสงฆ์ไม่อาไศรยให้เจ้าพนักงานฝ่ายพระราชอาณาจักรเป็นผู้ปกครองรักษาวัดนั้น
ทั้งที่ธรณีสงฆ์ซึ่งขึ้นวัดนั้นด้วย
มาตรา ๙ ผู้ใดจะสร้างวัดขึ้นใหม่ต้องได้รับพระราชทาน พระบรมราชานุญาติก่อนจึงจะสร้างได้
และพระบรมราชานุญาตนั้น จะพระราชทานดังนี้คือ
ข้อ ๑ ผู้ใดจะสร้างที่สำนักสงฆ์ขึ้นใหม่ในที่แห่งใด ให้ผู้นั้นมีจดหมายแจ้งความต่อนายอำเภอผู้ปกครองท้องที่แห่งนั้น
ให้นายอำเภอ ปฤกษาด้วยเจ้าคณะแขวงนั้นตรวจและพิเคราะห์ข้อความเหล่านี้ก่อนคือ
๑. ที่ดินซึ่งจะเป็นวัดนั้น ผู้ขออนุญาตมีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย
ที่จะยกให้ได้หรือไม่
๒.ถ้าสร้างวัดในที่นั้น จะเป็นความขัดข้องอันใดในราชการฝ่ายพระราชอาณาจักรหรือไม่
๓.วัดสร้างในที่นั้น จะเป็นที่ควรสงฆ์อาไศรยหรือไม่
๔.สร้างวัดขึ้นในที่นั้น จะเป็นประโยชน์แก่ประชุมชนในท้องถิ่นที่นั้นหรือไม่
๕.วัดสร้างในที่นั้น จะเสื่อมประโยชน์แห่งพระศาสนาด้วยประการใดบ้าง
เป็นต้นว่า จะมาให้วัดที่มีอยู่แล้วร่วงโรย หรือร้างไปหรือไม่
ถ้านายอำเภอและเจ้าคณะแขวง เห็นพร้อมกันว่า ไม่มีขัดขัดข้องอย่างใดอย่างหนึ่งในที่
๕ ข้อ นั้นแล้ว ก็พระราชทานพระบรมราชนุญาตให้เจ้าคณะแขวงมีอำนาจที่จะทำหนังสือให้สร้างที่สำนักสงฆ์นั้นขึ้น
และให้นายอำเภอประทับตรากำกับในหนังสือนั้นด้วย และเจ้าของที่ดินนั้นจะต้องจัดการโอนโฉนดเนื้อที่วัดถวายแก่สงฆ์ตามกฎหมายก่อน
จึงจะสร้างที่สำนักสงฆ์ได้
ข้อ ๒ ในการที่จะขอรับพระราชทานที่วิสุงคามสีมาสำหรับอารามเดิมที่ได้ก่อสร้างปฏิสังขรณ์ใหม่ก็ดี
หรือจะสร้างที่สำนักสงฆ์ขึ้นเป็นอารามก็ดี ให้ผู้ขอทำจดหมายยื่นต่อผู้ว่า
ราชการเมืองนั้นๆ ให้มีใบบอกเข้ามากราบบังคมทูลฯ ถ้าในจังหวัดกรุงเทพฯก็ให้ยื่นกฎหมายนั้นต่อกระทรวงธรรมการ
ให้นำความกราบบังคมทูลฯ เพื่อจะได้พระราชทานในพระบรมราชานุญาต
ข้อ ๓ ถ้าจะสร้างอารามขึ้นใหม่ทีเดียว จะต้องขออนุญาตอย่างสร้างที่สำนักสงฆ์ก่อนต่อได้อนุญาตนั้นแล้ว
จึงจะรับพระราชทานที่วิสุงคามสีมาได้
หมวดที่ ๔
ว่าด้วยเรื่องเจ้าอาวาส
มาตรา
๑๐ วัดหนึ่งให้มีพระภิกษุเจ้าอาวาสรูปหนึ่ง การเลือกสรรและตั้งเจ้าอาวาสพระอารามหลวงนั้นแล้วแต่จะทรงพระราชดำริเห็นสมควร
แม้อารามราษฎร์และที่สำนักสงฆ์แห่งใด ถ้าทรงพระราชดำริเห็นสมควร
จะทรงเลือกสรรและตั้งเจ้าอาวาสก็ได้
มาตรา ๑๑ วัดในจังหวัดกรุงเทพฯวัดหลวงก็ดี วัดราษฎร์ก็ดี ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าไม่ทรงเลือก
จะตั้งเจ้าอาวาส ให้เป็นหน้าที่ของพระราชาคณะผู้กำกับแขวงที่วัดนั้นตั้งอยู่
ที่ปฤกษาสงฆ์และสัปปบุรุษทายกแห่งวัดนั้นเลือกสรรพระภิกษุซึ่งเป็นเจ้าอาวาสถ้าและพระราชาคณะนั้นเห็นว่าพระภิกษุรูปใดสมควรจะเป็นเจ้าอาวาส
ก็ให้มีอำนาจที่จะทำตราตั้งพระภิกษุรูปนั้นเป็นเจ้าอาวาสวัดนั้น
และตราตั้งนั้น ต้องให้ผู้บัญชาการกระทรวงธรรมการประทับตราเป็นสำคัญ
ในฝ่ายพระราชอาณาจักรด้วย
มาตรา ๑๒ การเลือกสรรเจ้าอาวาสวัดในหัวเมือง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงเลือกและตั้งเองนั้นให้เป็นหน้าที่ของเจ้าคณะแขวงที่จะปรึกษาสงฆ์และสัปบุรุษทายกแห่งวัดนั้นเลือกสรรพระภิกษุซึ่งสมควรจะเป็นเจ้าอาวาส
ถ้าปฤกษาเห็นพร้อมกันในภิกษุรูปหนึ่งรูปใดก็ดีหรือเห็นแตกต่างกันเป็นพระภิกษุหลายรูปก็ดี
ให้เจ้าคณะแขวงนำความเสนอต่อเจ้าคณะเมืองฯ เห็นว่าพระภิกษุรูปใดสมควรจะเป็นเจ้าอาวาส
ก็ให้มีอำนาจที่จะทำตราตั้งพระภิกษุรูปนั้นเป็นเจ้าอาวาสนั้น และตราตั้งต้องให้ผู้ว่าราชการเมืองประทับตราตำแหน่งเป็นสำคัญในฝ่ายพระราชอาณาจักรด้วย
อนึ่ง เจ้าอาวาสทั้งปวงนั้นถ้าไม่ได้อยู่ในสมณศักดิ์ที่สูงกว่าก็ให้มีสมณศักดิ์เป็นอธิการ
มาตรา ๑๒ เจ้าอาวาสมีหน้าที่ ดังนี้ คือ
ข้อ ๑ ที่จะทำนุบำรุงรักษาวัดนั้น ตามกำลังและความสามารถ
ข้อ ๒ ที่จะตรวจตรา อย่าให้วัดนั้นเป็นที่พำนักแอบแฝงของโจรผู้ร้าย
ข้อ ๓ ที่จะปกครองบรรพชิต และคฤหัสถ์ซึ่งอาศัยอยู่ในวัดนั้น
ข้อ ๔ ที่จะรักษาความเรียบร้อย และระงับอธิกรณ์ในหมู่บรรพชิต และคฤหัสถ์ซึ่งอาไศรยอยู่ในวัดนั้น
ข้อ ๕ ที่จะเป็นธุระ ในการสั่งสอนพระศาสนาแก่บรรพชิต และคฤหัสถ์ให้เจริญในสัมมาปฏิบัติตามสมควรแก่อุปนิสัย
ข้อ ๖ ที่จะเป็นธุระให้กุลบุตร ซึ่งอาศัยเป็นศิษย์อยู่ในวัดนั้น
ได้ร่ำเรียนวิชาความรู้ตามสมควร
ข้อ ๗ ที่จะเป็นธุระแก่สัปบุรุษ และทายกผู้มาทำบุญในวัดนั้นให้ได้บำเพ็ญกุศลโดยสะดวก
ข้อ ๘ ที่จะทำบาญชีบรรพชิตและคฤหัสถ์ซึ่งอาไศรยในวัดนั้น และทำรายงานการวัดยื่นต่อเจ้าคณะ
ข้อ ๙ ถ้าพระภิกษุสามเณรในวัดนั้นปรารถนาจะไปอยู่วัดอื่นก็ดี หรือจะไปทางไกลก็ดีเป็นหน้าที่ของเจ้าอาวาสจะต้องให้หนังสือสุทธิก็ได้
แต่ต้องแจ้งเหตุให้พระภิกษุหรือสามเณรรูปนั้นทราบด้วย
มาตรา ๑๔ เป็นหน้าที่ของบรรพชิต และคฤหัสถ์ซึ่งอาศัยอยู่ในวัดนั้นจะต้องช่วยเจ้าอาวาส
ในการทั้งปวงอันเป็นภาระของเจ้าอาวาสนั้น
มาตรา ๑๕ บรรดาพระภิกษุสามเณรต้องมีสังกัดอยู่ในบาญชีวัดใดวัดหนึ่งทุกรูป
มาตรา ๑๖ คฤหัสถ์ซึ่งอาไศรยอยู่ในวัดย่อมมีหน้าที่และความรับผิดชอบต่อพระราชกำหนดกฎหมาย
เหมือนพลเมืองทั้งปวง
มาตรา ๑๗ เจ้าอาวาสมีอำนาจเหล่านี้ คือ
ข้อ ๑ มีอำนาจที่จะบังคับว่ากล่าวบรรดาบรรพชิตและคฤหัสถ์ ซึ่งอยู่ในวัดนั้น
ข้อ ๒ อธิกรณ์เกิดขึ้นในวัดใด ถ้าจะเป็นความตามลำพังตามพระวินัย
เจ้าอาวาสวัดนั้น มีอำนาจที่จะพิพากษาได้ ถ้าเป็นความแพ่ง แม้คู่ความทั้งสองฝ่ายยอมให้เจ้าอาวาสเปรียบเทียบ
ก็เปรียบเทียบได้
ข้อ ๓ บรรพชิตก็ดี คฤหัสถ์ก็ดี ถ้ามิได้รับอนุญาตของเจ้าอาวาส จะเข้าไปบวชหรือไปอยู่ในวัดนั้นไม่ได้
ข้อ ๔ บรรพชิตก็ดี คฤหัสถ์ก็ดี ที่อยู่ในวัดนั้น ถ้าไม่อยู่ในโอวาทของเจ้าอาวาสๆจะไม่ให้อยู่ในวัดนั้นก็ได้
ข้อ ๕ ถ้าเจ้าอาวาสบังคับการอันชอบด้วยพระวินัยบัญญัติหรือพระราชบัญญัติและพระภิกษุสงฆ์สามเณรในวัดนั้น
ไม่กระทำตามก็ดี หรือฝ่าฝืนคำสั่งหมิ่นประมาทเจ้าอาวาสก็ดี เจ้าอาวาสมีอำนาจที่จะทัณฑกรรมแก่พระภิกษุสามเณรผู้มีความผิดนั้นได้
ข้อ ๖ ถ้าเจ้าอาวาสกระทำการตามหน้าที่อันชอบด้วยพระราชกำหนดกฎหมายถ้าบรรพชิตและคฤหัสถ์ผู้ใดขัดขืน
หรือลบล้างอำนาจหรือหมิ่นประมาทเจ้าอาวาส ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับครั้งหนึ่งเป็นเงินไม่เกิน
๒๐ บาท หรือจำขังเดือนหนึ่ง หรือทั้งปรับและทั้งจำด้วยทั้ง ๒ สถาน
มาตรา ๒๘ ผู้ใดจะอุทธรณ์คำสั่งของเจ้าอาวาส ถ้าวัดในจังหวัดกรุงเทพฯให้อุทธรณ์ต่อพระราชาคณะผู้กำกับแขวง
ถ้าวัดในหัวเมือง ให้อุทธรณ์ต่อเจ้าคณะแขวง
มาตรา ๒๙ วัดใดจำนวนสงฆ์มากก็ดี หรือเจ้าอาวาสวัดใดวัดไม่สามารถที่จะทำการตามหน้าที่ได้ทุกอย่าง
ด้วยความชราทุพพลภาพเป็นต้นก็ดี ในจังหวัดกรุงเทพฯเมื่อพระราชาคณะผู้กำกับแขวงเห็นสมควรจะตั้งภิกษุรูปใดรูปหนึ่งเป็นรองเจ้าอาวาสสำหรับรับภาระทั้งปวง
หรือแต่อย่างใดอย่างหนึ่งช่วยเจ้าอาวาส ก็ตั้งรองเจ้าอาวาสได้ รองเจ้าอาวาสจะมีอำนาจได้เท่าที่พระราชาคณะซึ่งกำกับแขวงได้มอบนั้น
แต่จะมีอำนาจเกินเจ้าอาวาส หรือกระทำการฝ่าฝืนอนุมัติของเจ้าอาวาสไม่ได้
ส่วนวัดในหัวเมืองก็ให้เป็นอำนาจและหน้าที่ของเจ้าคณะเมืองจะตั้งรองเจ้าอาวาสเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสได้เหมือนเช่นนั้น
รองเจ้าอาวาสนี้ ถ้าไม่ได้อยู่ในสมณศักดิ์ที่สูงกว่า ให้มีสมณศักดิ์เป็นรองอธิการ
หมวดที่ ๕
ว่าด้วยคณะแขวง
มาตรา
๒๐ ในท้องที่อำเภอหนึ่ง ให้กำหนดตามพระราชบัญญัตินี้ เป็นแขวงหนึ่งในจังหวัดกรุงเทพฯจะโปรดให้พระราชาคณะเป็นผู้กำกับคณะแขวงรูปเดียว
ส่วนท้องที่ในหัวเมือง นอกจังหวัดกรุงเทพฯนั้น แขวงหนึ่งให้มีเจ้าคณะแขวงรูปเดียว
แต่ถ้าแขวงใด มีวัดน้อยจะรวมหลายแขวงไว้ในหน้าที่คณะแขวงใดแขวงหนึ่งก็ได้
ทั้งนี้แล้วแต่เจ้าคณะมณฑลจะเห็นควร
มาตรา ๒๑ พระราชาคณะผู้กำกับแขวงในจังหวัดกรุงเทพฯ นี้ จะโปรดให้พระราชาคณะรูปใดเป็นผู้กำกับคณะแขวงใด
แล้วแต่จะทรงพระราชดำริเห็นสมควร
ส่วนการเลือกตั้งเจ้าคณะแขวงในหัวเมืองนั้น เป็นหน้าที่เจ้าคณะเมืองจะเลือกสรรเจ้าอาวาสวัดซึ่งอยู่ในแขวงนั้นเสนอต่อเจ้าคณะมณฑล
แล้วแต่เจ้าคณะมณฑลจะเห็นสมควร และให้เจ้าคณะมณฑลมีอำนาจหน้าที่จะทำตราตั้งเจ้าคณะแขวง
และตราตั้งนั้นต้องให้ข้าหลวงใหญ่ ซึ่งสำเร็จราชการมณฑลประทับตรากำกับเป็นสำคัญข้างฝ่ายพระราชอาณาจักรด้วย
อนึ่ง เจ้าคณะแขวงนี้ ถ้าไม่ได้อยู่ในสมณศักดิ์ที่สูงกว่า ให้มีสมณศักดิ์เป็นพระครู
ถ้าทรงพระราชดำริเห็นสมควรจะทรงเลือกสรรหรือจะพระราชทานสัญญาบัตรราชทินนาม
ตั้งเจ้าคณะแขวงให้มีสมณศักดิ์ยิ่งขึ้นไปก็ได้
มาตรา ๒๒ บรรดาวัดในจังหวัดกรุงเทพฯอยู่ในแขวงใด ให้ขึ้นอยู่ในพระราชาคณะผู้กำกับแขวงนั้น
ส่วนวัดในหัวเมือง วัดอยู่ในแขวงใด ก็ให้ขึ้นอยู่ในเจ้าคณะแขวงนั้น
เว้นแต่วัดทั้งในกรุงเทพฯ และในหัวเมือง ที่โปรดให้ขึ้นอยู่เฉพาะคณะหรือเฉพาะพระราชาคณะรูปใดรูปหนึ่ง
ซึ่งทรงพระราชดำริเห็นสมควร
มาตรา ๒๓ ให้พระราชาคณะผู้กำกับแขวงในจังหวัดกรุงเทพฯ มีฐานานุศักดิ์
ตั้งฐานานุกรมตำแหน่งพระสังฆรักษ์ได้อีกรูปหนึ่งเว้นแต่ถ้าพระราชาคณะรูปนั้นมีฐานานุศักดิ์ควรตั้งฐานานุกรมเกิน
๓ รูปอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องตั้ง
มาตรา ๒๔ พระราชาคณะผู้กำกับแขวงมีหน้าที่ดังนี้คือ
ข้อ ๑ ที่จะตรวจตราอำนวยการวัดและการสงฆ์ บรรดาซึ่งอยู่ในปกครองให้เรียบร้อย
เป็นไปตามพระวินัยบัญญัติและราชบัญญัตินี้
ข้อ ๒ ที่จะเลือกและตั้งรองเจ้าคณะแขวง เจ้าอาวาสและรองเจ้าอาวาส
อันมีอำนาจเลือกตั้งได้ตามพระราชบัญญัตินี้
ข้อ ๓ ที่จะตรวจตราทนุบำรุงการสั่งสอนพระศาสนาและการศึกษาในวัดซึ่งอยู่ในความปกครอง
ข้อ ๔ ที่จะไปดูแลตรวจตราการตามวัดขึ้นในแขวงนั้นเป็นครั้งเป็นคราวตามสมควร
ข้อ ๕ ที่จะช่วยระงับอธิกรณ์แก้ไขความขัดข้องของเจ้าอาวาส และวินิจฉัยข้ออุทธรณ์เจ้าอาวาส
มาตรา ๒๕ พระราชาคณะผู้กำกับแขวงในจังหวัดกรุงเทพฯ มีอำนาจดังนี้คือ
ข้อ ๑ รองเจ้าคณะแขวงก็ดี เจ้าอาวาสก็ดี รองเจ้าอาวาสก็ดี ที่พระราชาคณะนั้นตั้งได้ตามพระราชบัญญัตินี้
แม้ไม่สมควรจะอยู่ในตำแหน่งต่อไป เพราะความประพฤติก็ดี เพราะไม่สามารถก็ดี
พระราชาคณะผู้กำกับแขวงมีอำนาจที่จะเอาออกจากตำแหน่งได้
ข้อ ๒ มีอำนาจที่จะตัดสินข้ออุทธรณ์หรือการเกี่ยงแย่ง ในคำสั่งและคำวินิจฉัยของเจ้าอาวาสวัดขึ้นในแขวงนั้น
ข้อ ๓ มีอำนาจที่จะบังคับว่ากล่าวพระภิกษุสามเณรในวัด ซึ่งขึ้นอยู่ในแขวงนั้น
ในกิจอันชอบด้วยพระวินัยบัญญัติและพระราชบัญญัติ
มาตรา ๒๖ พระครูเจ้าคณะแขวงหัวเมืองมีหน้าที่ดังนี้คือ
ข้อ ๑ ที่จะตรวจตราอำนวยการวัดและการสงฆ์บรรดาที่อยู่ในปกครองให้เรียบร้อย
เป็นไปตามพระวินัยบัญญัติและพระราชบัญญัติ
ข้อ ๒ ที่จะเลือกเจ้าอาวาสและรองเจ้าอาวาสตามความในพระราชบัญญัตินี้
ข้อ ๓ ที่จะตรวจตราทนุบำรุงการสั่งสอนพระศาสนาและการศึกษาในวัดซึ่งอยู่ในปกครอง
ข้อ ๔ ที่จะไปดูแลตรวจตราตามวัดขึ้นในแขวงนั้น เป็นครั้งเป็นคราวตามสมควร
ข้อ ๕ ที่จะช่วยแก้ไขความขัดข้องของเจ้าอาวาส และวินิจฉัยข้ออุทธรณ์คำสั่งของเจ้าอาวาส
ข้อ ๖ ถ้าเกิดเหตุหรืออธิกรณ์อย่างใดในการวัดหรือการสงฆ์ในแขวงนั้นอันเหลือกำลังที่จะระงับได้
ก็ให้รีบนำความเสนอต่อเจ้าคณะเมือง
มาตรา ๒๗ เจ้าคณะแขวงมีอำนาจดังนี้ คือ
ข้อ ๑ มีอำนาจที่จะตัดสินข้ออุทธรณ์หรือการเกี่ยงแย่ง ในคำสั่งและคำวินิจฉัยของเจ้าอาวาสวัดขึ้นในแขวงนั้น
ข้อ ๒ มีอำนาจที่จะบังคับว่ากล่าวพระภิกษุสามเณรตลอดท้องที่แขวงนั้นในกิจอันชอบด้วยพระวินัยบัญญัติ
และพระราชบัญญัติ
มาตรา ๒๘ เจ้าคณะแขวงมีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมผู้ช่วยการคณะได้
๒ รูปคือ พระสมุห์ ๑ พระใบฎีกา ๑ ถ้าเจ้าคณะแขวงนั้นได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็นพระครูราชทินนาม
ตั้งพระปลัดได้อีกรูปหนึ่ง ๑
มาตรา ๒๙ แขวงใดในจังหวัดกรุงเทพฯก็ดี ในหัวเมืองก็ดี มีวัดมาก พระราชาคณะผู้กำกับแขวงในจังหวัดกรุงเทพฯ
หรือเจ้าคณะเมืองนั้น เห็นสมควรจะมีผู้ช่วยตรวจตราการอยู่ประจำท้องแขวง
จะตั้งเจ้าอาวาสวัดใดวัดหนึ่งในแขวงนั้น ให้เป็นรองเจ้าคณะแขวงกำกับตรวจตราการวัด
ในตำบลหนึ่งหรือหลายตำบลก็ได้ และในแขวงหนึ่งจะมีรองเจ้าคณะแขวงกี่รูปก็ได้ตามสมควร
แต่รองเจ้าคณะแขวงรูปหนึ่งต้องมีจำนวนวัดอยู่ในหมวดนั้นไม่น้อยกว่า
๕ วัด จึงควรตั้ง และรองเจ้าคณะแขวงมีหน้าที่ฟังคำสั่งและเป็นผู้ช่วยเจ้าคณะแขวง
อนึ่งรองเจ้าคณะแขวงนั้น ถ้าไม่ได้อยู่ในสมณศักดิ์ที่สูงกว่า ให้มีสมณศักดิ์เป็นเจ้าอธิการ
หมวดที่
๖
ว่าด้วยคณะเมือง
มาตรา
๓๐ หัวเมืองหนึ่ง ให้มีพระราชาคณะหรือพระครูเป็นเจ้าคณะเมืองรูป
๑ การเลือกสรรและตั้งตำแหน่งเจ้าคณะเมืองนี้ แล้วแต่จะทรงพระราชดำริเห็นสมควร
มาตรา ๓๑ เจ้าคณะเมืองมีหน้าที่ดังนี้ คือ
ข้อ ๑ ที่จะตรวจตราอำนวยการและการสงฆ์บรรดาอยู่ในเขตเมืองนั้นให้เรียบร้อย
เป็นไปตามพระวินัยบัญญัติลและราชบัญญัติ
ข้อ ๒ ที่จะตั้งรองเจ้าคณะแขวงเจ้าอาวาสและรองเจ้าอาวาสวัดในเมืองนั้น
ซึ่งมีอำนาจตั้งได้ตามพระราชบัญญัตินี้
ข้อ ๓ ที่จะตรวจตราทำนุบำรุงการสั่งสอนพระศาสนา และการศึกษาในบรรดาวัดในเขตเมืองนั้น
ข้อ ๔ ที่จะช่วยแก้ไขความขัดข้องของเจ้าคณะแขวงและระงับอธิกรณ์วินิจฉัยข้ออุทธรณ์คำสั่งและคำวินิจฉัยของเจ้าคณะแขวงในเมืองนั้น
ข้อ ๕ ที่จะเลือกเจ้าอาวาสซึ่งสมควรเป็นเจ้าคณะแขวงเสนอต่อเจ้าคณะมณฑล
มาตรา ๓๒ เจ้าคณะเมืองมีอำนาจดังนี้ คือ
ข้อ ๑ มีอำนาจที่จะบังคับบัญชาว่ากล่าวสังฆมณฑลตลอดเมืองนั้น ในกิจอันชอบด้วยพระวินัยบัญญัติและพระราชบัญญัติ
ข้อ ๒ รองเจ้าคณะแขวงก็ดี เจ้าอาวาสก็ดี รองเจ้าอาวาสก็ดี ซึ่งเจ้าคณะเมืองตั้งได้ตามพระราชบัญญัตินี้
ถ้าไม่สมควรจะคงอยู่ในตำแหน่งต่อไป เพราะความประพฤติก็ดี หรือเพราะขาดความสามารถก็ดี
เจ้าคณะเมืองมีอำนาจที่จะเอาออกจากตำแหน่งได้
ข้อ ๓ มีอำนาจที่จะตัดสินข้ออุทธรณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยของเจ้าคณะแขวง
มาตรา ๓๓ เจ้าคณะเมืองมีฐานานุกศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ ๕ รูป คือ
พระปลัด ๑ พระวินัยธร ๑ พระวินัธรรม ๑ พระสมุห์ ๑ พระใบฎีกา ๑ สำหรับช่วยในการคณะ
มาตรา ๓๔ หัวเมืองใดมีกิจภาระมาก จะทรงพระกรุณาโปรดตั้งพระครูเจ้าคณะรองเป็นผู้ช่วยเจ้าคณะเมืองรูป
๑ หรือหลายรูป ตามแต่จะทรงพระราชดำริเห็นสมควร
หมวดที่
๗
ว่าด้วยคณะมณฑล
มาตรา
๓๕ หัวเมืองมณฑล ๑ จะทรงพระกรุณาโปรดให้พระราชาคณะผู้ใหญ่ เป็นเจ้าคณะมณฑลรูป
๑ พระราชาคณะรูปใดควรจะเป็นเจ้าคณะมณฑลไหนนั้น แล้วแต่จะทรงพระราชดำริเห็นสมควร
มาตรา ๓๖ ถ้ามณฑลใดมีกิจภาระมาก จะทรงพระกรุณาโปรดให้มีพระราชาคณะเป็นเจ้าคณะรองผู้ช่วยภาระมณฑลนั้นอีกรูป
๑ หรือหลายรูป ทั้งนี้แล้วแต่จะทรงพระราชดำริเห็นสมควร
มาตรา ๓๗ เจ้าคณะมณฑลมีหน้าที่ดังนี้ คือ
ข้อ ๑ ที่จะรับพระบรมราชานุมัติไปจัดการทำนุบำรุงพระศาสนา และบำรุงการศึกษาตามวัดใน
มณฑลนั้น ให้เจริญรุ่งเรืองตามพระราชประสงค์
ข้อ ๒ ที่จะออกไปตรวจตราการคณะสงค์และการศึกษา ในมณฑลนั้นๆบ้างเป็นครั้งคราว
ข้อ ๓ ที่จะตั้งพระครูเจ้าคณะแขวงตามหัวเมืองในมณฑลนั้น บรรดาฃึ่งมิได้รับพระราชทานสัญญาบัตร
ข้อ ๔ ที่จะช่วยแก้ไขความขัดข้องของเจ้าคณะเมืองในมณฑลนั้น
มาตรา ๓๘ เจ้าคณะมณฑลมีอำนาจดังนี้ คือ
ข้อ ๑ มีอำนาจที่จะบังคับบัญชาพระภิกษุสามเณรทั่วทั้งมณฑลนั้น ในกิจอันชอบด้วยพระวินัยบัญญัติและพระราชบัญญัติ
ข้อ ๒ ที่จะมอบอำนาจให้เจ้าคณะรอง ออกไปตรวจจัดการในมณฑลได้ตามเห็นสมควรจะให้มีอำนาจเท่าใด
แต่มิให้เกินแก่อำนาจและฝ่าฝืนอนุมัติของเจ้าคณะมณฑล
ข้อ ๓ ผู้มีตำแหน่งสมณศักดิ์ชั้นใดๆในมณฑลนั้น นอกจากที่ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรแล้ว
ถ้าไม่สมควรจะอยู่ในตำแหน่งเพราะความประพฤติก็ดี เพราะขาดความสามารถก็ดี
เจ้าคณะมณฑลมีอำนาจที่จะเอาออกจากตำแหน่งได้
ข้อ ๔ เจ้าคณะมณฑลมีอำนาจที่จะตัดสินข้ออุทธรณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยของเจ้าคณะเมือง
มาตรา ๓๙ เจ้าคณะมณฑลมีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ ๖ รูป คือ พระครูปลัด
๑ พระครูวินัยธร ๑ พระครูวินัยธรรม ๑ พระสังฆรักษ์ ๑ พระสมุห์ ๑
พระใบฎีกา ๑ แต่ถ้าในฐานานุศักดิ์เดิมมีตำแหน่งใดแล้ว ไม่ต้องตั้งตำแหน่งนั้น
หมวดที่ ๘
ว่าด้วยอำนาจ
มาตรา
๔๐ เป็นหน้าที่ของเจ้ากระทรวงธรรมการ และเจ้าพนักงานผู้ปกครองท้องที่
จะช่วยอุดหนุนเจ้าคณะให้ได้กำลังและอำนาจพอที่จะจัดการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๔๑ พระภิกษุสามเณร ต้องฟังบังคับบัญชาเจ้าคณะซึ่งตนอยู่ในความปกครองตามพระราชบัญญัตินี้
ถ้าไม่ฟังบังคับบัญชา หรือหมิ่นละเมิดต่ออำนาจเจ้าคณะ มีความผิด
เจ้าคณะมีอำนาจที่จะทำทัณฑกรรมได้
มาตรา ๔๒ ถ้าเจ้าคณะกระทำการตามหน้าที่ในพระราชบัญญัติ และคฤหัสถ์ผู้ใดลบล้างขัดขืนต่ออำนาจเจ้าคณะผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษฐานขัดอำนาจเจ้าพนักงาน
มาตรา ๔๓ คดีที่จำเลยเป็นเจ้าอาวาสก็ดี หรือเป็นคดีคดีอุทธรณ์คำตัดสินหรือคำสั่งของเจ้าอาวาสก็ดี
หรือจำเลยเป็นรองเจ้าคณะแขวงหรือเป็นฐานานุกรมของเจ้าคณะแขวงก็ดี
หรืออุทธรณ์คำสั่งรองเจ้าคณะแขวงหรือฐานานุกรมเจ้าคณะแขวงก็ดี ถ้าข้อวินิจฉัยคดีนั้นอยู่ในลำพังพระวินัยบัญญัติ
หรือในการบังคับบัญชาตามพระราชบัญญัตินี้ คดีเกิดขึ้นในแขวงใด ให้เจ้าคณะแขวงนั้นมีอำนาจที่จะตัดสินคดีนั้นได้
คดีเช่นนั้น ถ้าจำเลยหรือผู้ต้องอุทธรณ์เป็นเจ้าคณะแขวงหรือรองเจ้าคณะเมืองหรือฐานานุกรมเจ้าคณะหัวเมืองใด
ให้เจ้าคณะเมืองนั้นมีอำนาจที่จะตัดสินได้ ถ้าจำเลยหรือผู้ต้องอุทธรณ์เป็นเจ้าคณะเมืองหรือรองเจ้าคณะมณฑลหรือฐานานุกรมของเจ้าคณะมณฑลของรองเจ้าคณะมณฑลใด
ให้เจ้าคณะมณฑลนั้นมีอำนาจตัดสินได้ ถ้าจำเลยหรือผู้ต้องอุทธรณ์เป็นเจ้าคณะมณฑลหรือเป็นพระราชาคณะผู้กำกับแขวง
ให้โจทก์หรือผู้อุทธรณ์ทำฏีกายื่นต่อกระทรวงธรรมการให้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณา
มาตรา ๔๔ พระราชาคณะหรือสังฆนายก ซึ่งโปรดให้ปกครองคณะพิเศษ นอกจากที่ได้กล่าวมาในพระราชบัญญัตินี้เช่นพระราชาคณะซึ่งได้ว่ากล่าววัดในจังหวัดกรุงเทพฯหลายวัด
แต่มิได้กำกับเป็นแขวงเป็นต้นก็ดี มีอำนาจและหน้าที่ในการปกครองวัดขึ้นเหมือนพระราชาคณะผู้กำกับแขวงฉะนั้น
มาตรา ๔๕ ให้เป็นหน้าที่เสนาบดีกระทรวงธรรมการ ที่จะรักษาการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้
ประกาศมา ณ วันที่ ๑๖ มิถุนายน รัตนโกสินทรศก ๑๒๑ เป็นวันที่ ๑๒๒๗๐
ในรัชกาลปัตยุบันนี้.
พระราชบัญญัติคณะสงฆ์
พุทธศักราช ๒๔๘๔
ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล
คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
(ตามประกาศประธานสภาผู้แทนราษฎร ลงวันที่ ๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๘๐)
อาทิตย์ทิพอาภา
พล.อ.พิชเยนทรโยธิน
ตราไว้ ณ วันที่ ๑๔ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๘๔
เป็นปีที่ ๘ ในรัชกาลปัจจุบัน
โดยที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติว่า
สมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการคณะสงฆ์ให้
เหมาะสมยิ่งขึ้น
จึงมีพระบรมราชโองการให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้ โดยคำแนะนำและยินยอมของ
สภาผู้แทนราษฎร ดังต่อไปนี้
บททั่วไป
มาตรา
๑ พระราชบัญญัตินี้ให้เรียกว่า "พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พุทธศักราช๒๔๘๔"
มาตรา ๒ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
เป็นต้นไป
มาตรา ๓ ตั้งแต่วันใช้พระราชบัญญัตินี้ ให้ยกเลิกบรรดากฎหมาย กฎและข้อบังคับ
อื่น ในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้ หรือซึ่งแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๔ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
และ
ให้มีอำนาจออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้
หมวด
๑
สมเด็จพระสังฆราช
มาตรา
๕ พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช
มาตรา ๖ สมเด็จพระสังฆราชทรงดำรงตำแหน่งสกลมหาสังฆปริณายก และทรบัญชา
การคณะสงฆ์โดยบทแห่งพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๗ สมเด็จพระสังฆราช ทรงบัญญัติสังฆาณัติโดยคำแนะนำของสังฆสภา
มาตรา ๘ สมเด็จพระสังฆราชทรงบริหารการคณะสงฆ์ ทางคณะสังฆมนตรี
มาตรา ๙ สมเด็จพระสังฆราชทรงวินิจฉัยอธิกรณ์ทางคณะวินัยธร
มาตรา ๑๐ ถ้าไม่มีสมเด็จพระสังฆราช หรือสมเด็จพระสังฆราชไม่ทรงสามารถปฏิบัติ
หน้าที่ได้ชั่วคราว ให้สังฆนายกหรือสังฆมนตรีซึ่งรักษาการแทนทำหน้าที่บัญชาการคณะสงฆ์แทนสมเด็จพระสังฆราช
มาตรา ๑๑ สังฆสภาประกอบด้วยสมาชิก มีจำนวนรวมกันไม่เกินสี่สิบห้ารูป
คือ
() พระเถระชั้นธรรมขึ้นไป
() พระคณาจารย์เอก
() พระเปรียญเอก
แต่ทั้งนี้ ถ้ามีจำนวนเกินกว่าที่กำหนด ให้เป็นสมาชิกตามลำดับ(๑)
(๒) (๓) และ
ตามลำดับอาวุโส
มาตรา ๑๒ ทุกคราวสมัยประชุมสามัญ สมเด็จพระสังฆราชทรงตั้งสมาชิกในสังฆสภา
ตามมติของสังฆสภา ให้เป็นประธานสภาหนึ่งรูป เป็นรองประธานหนึ่งรูป
หรือหลายรูปก็ได้
ในการตั้งประธานและรองประธานสังฆสภา ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการลงนามรับสนอง
มาตรา ๑๓ ประธานสังฆสภามีหน้าที่ดำเนินกิจการของสภา ให้เป็นไปตามข้อบังคับของประธานมีหน้าที่กระทำกิจการแทนประธานในเมื่อประธานไม่อยู่หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
ในขณะที่ยังมิได้ตั้งประธานและรองประธาน หรือในเมื่อประธานและรองประธานไม่อยู่ในที่ประชุม
ให้สมาชิกเลือกตั้งกันเองขึ้นเป็นประธานการประชุมในคราวประชุมนั้น
มาตรา ๑๔ ในการประชุมสังฆสภาทุกคราว ต้องมีสมาชิกมาประชุมไม่ต่ำกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมด
จึงเป็นองค์ประชุมได้
ในการประชุมสังฆสภาทุกคราว ถ้าไม่มีข้อขัดข้องทางพระวินัย นายกรัฐมนตรี
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ หรือผู้แทนจะเข้าฟังการประชุมด้วยก็ได้
และจะเสนอคำชี้แจงอย่างใดในที่ประชุมนั้นได้
มาตรา ๑๕ สมาชิกภาพแห่งสังฆสภาสิ้นสุดลงเมื่อ
() ถึงมรณภาพ
() พ้นจากความเป็นพระภิกษุ
() ลาออก
() สังฆสภาวินิจฉัยให้ออก โดยคะแนนเสียงเกินกว่าสองในสามของสมาชิกที่มาประชุม
มาตรา ๑๖ ญัตติที่จะรับเข้าปรึกษาในที่ประชุมสังฆสภานั้น จะเสนอได้สามทาง
คือ ทางคณะ
สังฆมนตรีหนึ่ง ทางกระทรวงศึกษาธิการหนึ่ง และทางสมาชิกสังฆสภาหนึ่งแต่ญัตติที่เสนอทางสมาชิกสังฆสภานั้น
ต้องให้สังฆนายกรับรอง
มาตรา ๑๗ การลงมติข้อปรึกษานั้น ถ้ามิได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในพระราชบัญญัตินี้
หรือในพระธรรมวินัยให้ถือเอาเสียงข้างมากเป็นประมาณ
สมาชิกรูปหนึ่งย่อมมีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้ามีจำนวนเสียงลงคะแนนเท่ากันให้ประธานที่ประชุมมีสิทธิชี้ขาดให้เป็นไปทางฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือจะให้ระงับเรื่องนั้นไว้ก็ได้
แต่การตีความพระธรรมวินัย ถ้ามีข้อสงสัย ให้ตีความไปในทางรักษาพระธรรมวินัยให้เคร่งครัดโดยไม่ต้องลงมติ
มาตรา ๑๘ ในปีหนึ่งให้มีสมัยประชุมสามัญสมัยหนึ่ง หรือหลายสมัยแล้วแต่สภาจะกำหนด
สมัยประชุมสามัญสมัยหนึ่ง ให้มีกำหนดเวลาไม่เกินสามสิบวัน แต่สมเด็จพระสังฆราชจะโปรดให้ขยายเวลาออกไปก็ได้
วันเริ่มสมัยประชุมครั้งแรกให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้กำหนด
มาตรา ๑๙ สมเด็จพระสังฆราชทรงเรียกประชุมสังฆสภาตามสมัยประชุมและทรงเปิดปิดประชุม
การเปิดประชุม สมเด็จพระสังฆราชจะเสด็จมาทรงทำ หรือจะโปรดให้สังฆนายกทำแทนก็ได้
มาตรา ๒๐ เมื่อเป็นการจำเป็น สมเด็จพระสังฆราชจะทรงเรียกประชุมวิสามัญสังฆสภาก็ได้
อนึ่ง สมเด็จพระสังฆราชจะทรงเรียกประชุมวิสามัญสังฆสภา เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการร้องขอ
ในการนี้ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการลงนามรับสนอง
มาตรา ๒๑ สังฆาณัติย่อมบัญญัติได้ในกรณี ดังต่อไปนี้
() กำหนดวิธีการปฏิบัติตามพระธรรมวินัย
() กิจการที่มีบทกฎหมายกำหนดว่าให้ทำเป็นสังฆาณัติ
มาตรา ๒๒ สังฆาณัติ กติกาสงฆ์ กฎองค์การ พระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช
กฎกระทรวง
ข้อบังคับและระเบียบต้องไม่ขัดกับพระธรรมวินัย
สังฆาณัติ จะบัญญัติความผิดและกำหนดทัณฑกรรมแก่บรรพชิตผู้ประพฤติล่วงละเมิดพระวินัยและสังฆาณัติไว้
ให้เป็นโสดหนึ่งต่างหากจากโทษตามวินัยก็ได้
มาตรา ๒๓ ทัณฑกรรมที่จะบัญญัติไว้ในสังฆาณัติ เกี่ยวด้วยการปฏิบัติล่วงละเมิดพระวินัย
และสังฆาณัตินั้นให้กำหนดได้เจ็ดสถานดังนี้
() ให้สึกและห้ามอุปสมบท
() ให้สึก
() ให้ปัพพาชนียกรรม
() ให้พักหรือเวนคืนตำแหน่งหน้าที่
() ให้กักบริเวณ
() ให้ทำงานภายในวัด
() ให้ทำทัณฑ์บนหรือให้ขอขมาโทษ
มาตรา ๒๔ เมื่อสังฆสภาได้ร่างสังฆาณัติขึ้นสำเร็จแล้ว ให้สังฆนายกนำขึ้นถวายสมเด็จพระ
สังฆราชเพื่อลงพระนาม และเมื่อได้ประกาศในแถลงการณ์คณะสงฆ์แล้ว ให้ใช้บังคับได้
ถ้าสมเด็จพระสังฆราชไม่ทรงเห็นชอบด้วยร่างสังฆาณัตินั้น จะได้ประทานคืนมายังสังฆสภาภายในสิบห้าวัน
นับแต่วันที่สังฆนายกนำขึ้นถวายก็ดี หรือมิได้ประทานคืนมาภายในสิบห้าวันนั้นก็ดี
สังฆสภาจะต้องปรึกษากันใหม่และออกเสียงลงคะแนนลับ ถ้าและสังฆสภาลงมติตามเดิม
ให้นำร่างสังฆาณัตินั้นขึ้นถวายอีกครั้งหนึ่ง เมื่อสมเด็จพระสังฆราชมิได้ลงพระนามภายในเจ็ดวันแล้วให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการพิจารณาดู
ถ้าเห็นสมควรก็ให้นำร่างสังฆาณัตินั้นเสนอประธานสังฆสภาภายในเจ็ดวัน
ในกรณีเช่นนี้ให้ประธานสังฆสภาลงนามประกาศสังฆาณัตินั้น ใช้บังคับได้
มาตรา ๒๕ สังฆสภามีอำนาจเลือกสมาชิกสังฆสภาตั้งเป็นคณะกรรมาธิการสามัญ
และมีอำนาจเลือกพระภิกษุซึ่งเป็นสมาชิกสังฆสภา หรือมิได้เป็นสมาชิกสังฆสภาก็ตาม
ตั้งเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อกระทำกิจการหรือพิจารณาสอบสวนข้อความอันอยู่ในวงงานของสังฆสภา
หรือที่เกี่ยวกับการคณะสงฆ์
การประชุมคณะกรรมาธิการ จะต้องมีกรรมาธิการเข้าประชุมไม่ต่ำกว่ากึ่งจำนวน
จึงเป็นองค์ประชุมได้
มาตรา ๒๖ สังฆสภามีอำนาจตั้งข้อบังคับการประชุมและการปรึกษาของสังฆสภา
เพื่อดำเนินการตามบทแห่งพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๒๗ การโฆษณาข้อความที่เกี่ยวกับการประชุมสังฆสภา คณะกรรมาธิการ
สังฆสภา คณะสังฆมนตรี หรือคณะกรรมการที่คณะสังฆมนตรีตั้งขึ้นให้พิจารณาเป็นการลับ
จะทำได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
หมวด
๓
คณะสังฆมนตรี
มาตรา
๒๘ สมเด็จพระสังฆราชทรงตั้งสังฆมนตรีขึ้นคณะหนึ่ง ประกอบด้วยสังฆนายกรูปหนึ่ง
และสังฆมนตรีอีกไม่เกินเก้ารูป
ในการตั้งคณะสังฆมนตรี ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้ลงนามรับสนอง
มาตรา ๒๙ สังฆนายกและสังฆมนตรีอย่างน้อยสี่รูป ต้องเลือกจากสมาชิกของสังฆสภา
นอกนั้นจะเลือกจากพระภิกษุผู้มีความรู้ความชำนาญเป็นพิเศษ แม้มิได้เป็นสมาชิกของสังฆสภาก็ได้
สังฆมนตรีผู้มิได้เป็นสมาชิกสังฆสภา ย่อมมีสิทธิเข้าประชุมและแสดงความเห็นในสังฆสภาได้
แต่ไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนน
มาตรา ๓๐ สังฆนายกต้องรับผิดชอบในการบริหารการคณะสงฆ์ ส่วนสังฆมนตรีผู้ได้รับแต่งตั้งให้บริหารคองค์การใด
ต้องรับผิดชอบในหน้าที่องค์การนั้น และสังฆมนตรีทุกรูปจะได้รับแต่งตั้งให้บริหารองค์การใดหรือไม่ก็ตาม
ต้องรับผิดชอบร่วมกันในกิจการทั่วไปของคณะสังฆมนตรี
มาตรา ๓๑ คณะสังฆมนตรีต้องออกจากหน้าที่บริหารการคณะสงฆ์ เมื่อได้รับหน้าที่บริหารการคณะสงฆ์มาเป็นเวลาครบสี่ปีแล้ว
หรือลาออกทั้งคณะ หรือความเป็นสังฆนายกได้สิ้นสุดลง คณะสังฆมนตรีที่ออกนั้น
ต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อดำเนินการต่อไปจนกว่าคณะสังฆมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่
นอกจากนี้ ความเป็นสังฆมนตรีจะสิ้นสุดลงเฉพาะรูป เมื่อ
() ถึงมรณภาพ
() พ้นจากความเป็นพระภิกษุ
() ลาออก
() รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการถวายความเห็นให้ลาออก
มาตรา ๓๒ สมเด็จพระสังฆราชทรงไว้ซึ่งสิทธิที่จะทรงตรากติกาสงฆ์ ตามที่ระบุไว้ในสังฆาณัติ
มาตรา ๓๓ ให้จัดระเบียบบริหารการคณะสงฆ์ส่วนกลาง เป็นองค์การต่างๆ
คือ
() องค์การปกครอง
() องค์การศึกษา
() องค์การเผยแผ่
() องค์การสาธารณูปการ
นอกจากนี้ จะให้มีสังฆาณัติกำหนดให้มีองค์การอื่นเพิ่มขึ้นอีกก็ได้
ทุกองค์การ ต้องมีสังฆมนตรีรูปหนึ่ง เป็นผู้ว่าการบังคับบัญชารับผิดชอบ
ถ้าจำเป็นจะมีสังฆมนตรีช่วยว่าการก็ได้
มาตรา ๓๔ ระเบียบการคณะสงฆ์ส่วนภูมิภาค ให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในสังฆาณัติ
มาตรา ๓๕ ให้มีเจ้าคณะตรวจการในภาคต่างๆ ตามที่จะมีสังฆาณัติกำหนดไว้
เจ้าคณะตรวจการมีอำนาจหน้าที่ควบคุมสั่งการ และแนะนำชี้แจงกิจการอันเกี่ยวกับการบริหารคณะสงฆ์ให้เป็นตามพระธรรมวินัย
สังฆาณัติ กฎองค์การ กฎหมายข้อบังคับ และระเบียบ
มาตรา ๓๖ ภายใต้บังคับแห่งมาตรา ๑๒ มาตรา ๒๐ และมาตรา ๒๘ สังฆาณัติ
กติกาสงฆ์ และพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช อันเกี่ยวกับการคณะสงฆ์นั้น
ต้องมีสังฆมนตรีรูปหนึ่งลงนามรับสนอง
มาตรา ๓๗ การแต่งตั้ง ถอดถอน หรือโยกย้ายพระอุปัชฌายะและพระภิกษุอันเกี่ยวกับตำแหน่งการบริหารการคณะสงฆ์ให้กระทำตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในสังฆาณัติ
หมวด
๔
วัด
มาตรา
๓๘ วัดมีสองอย่าง
() วัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาแล้ว
() สำนักสงฆ์
มาตรา ๓๙ การสร้าง การตั้ง การรวม การโอน การย้าย และการยุบเลิกวัด
ให้เป็นไปตามกฎ
กระทรวง
การพระราชทานวิสุงคามสีมา ให้กระทำโดยพระบรมราชโองการ
มาตรา ๔๐ ที่วัดและที่ซึ่งขึ้นต่อวัด มีดังนี้
() ที่วัด คือที่ซึ่งตั้งวัดจนตลอดเขตวัดนั้น
() ที่ธรณีสงฆ์ คือที่ซึ่งเป็นสมบัติของวัด
() ที่กัลปนา คือที่ซึ่งมีผู้อุทิศแต่ผลประโยชน์ให้วัด หรือพระศาสดา
มาตรา ๔๑ ที่วัดและที่ธรณีสงฆ์ จะโอนกรรมสิทธิ์ได้แต่โดยพระราชบัญญัติ
มาตรา ๔๒ วัดหนึ่งให้มีเจ้าอาวาสรูปหนึ่ง และถ้าเป็นการสมควรจะให้มีรองเจ้าอาวาส
หรือผู้
ช่วยเจ้าอาวาสรูปหนึ่งหรือหลายรูปก็ได้
มาตรา
๔๓ เจ้าอาวาสมีหน้าที่ ดังนี้
() บำรุงรักษาจัดการวัดและสมบัติของวัดให้เป็นไปโดยระเบียบเรียบร้อยตามสังฆาณัติ
กติกาสงฆ์ กฎองค์การ กฎหมาย ข้อบังคับ และระเบียบ
() ปกครองและสอดส่องให้บรรพชิตและคฤหัสถ์ที่มีถิ่นที่อยู่หรือพำนักอาศัยอยู่ในวัดนั้น
ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย สังฆาณัติ กติกาสงฆ์ กฎองค์การ กฎหมาย ข้อบังคับ
และระเบียบ
() เป็นธุระในการศึกษาอบรมและสั่งสอนพระธรรมวินัย แก่บรรพชิตและคฤหัสถ์
() ให้ความสะดวกตามสมควรในการบำเพ็ญกุศล
มาตรา ๔๔ เจ้าอาวาสมีอำนาจ ดังนี้
() ห้ามบรรพชิตหรือคฤหัสถ์ซึ่งมิได้รับอนุญาตของเจ้าอาวาสเข้าไปอยู่ในวัดนั้น
() ขับไล่บรรพชิตหรือคฤหัสถ์ซึ่งไม่อยู่ในโอวาทของเจ้าอาวาสให้ออกจากวัดนั้น
() กระทำทัณฑกรรมแก่บรรพชิตหรือคฤหัสถ์ ที่มีถิ่นที่อยู่หรือพำนักอาศัยในวัดนั้น
ให้ทำงานภายในวัด หรือให้ทำทัณฑ์บน หรือให้ขอขมาโทษ ในเมื่อบรรพชิตหรือคฤหัสถ์ในวัดนั้นประพฤติผิดคำสั่งเจ้าอาวาส
ซี่งได้สั่งโดยชอบด้วยพระธรรมวินัย สังฆาณัติ กติกาสงฆ์ กฎองค์การ
กฎหมาย ข้อบังคับ หรือระเบียบ
มาตรา ๔๕ บรรพชิตต้องมีสังกัดอยู่ในวัดใดวัดหนึ่ง และมีถิ่นที่อยู่เป็นหลักแหล่ง
หมวด ๕
ศาสนสมบัติ
มาตรา
๔๖ ศาสนสมบัติแบ่งออกเป็นสองประเภท
() ศาสนสมบัติกลาง ได้แก่ทรัพย์สินของพระศาสนา ซึ่งยังมิใช่ของวัดใดวัดหนึ่ง
() ศาสนสมบัติของวัด ได้แก่ทรัพย์สินของวัดใดวัดหนึ่ง
มาตรา ๔๗ การดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติกลางให้เป็นอำนาจหน้าที่ของกระทรวง
ศึกษาธิการ
มาตรา ๔๘ ให้กระทรวงศึกษาธิการจัดทำงบประมาณประจำปีของศาสนสมบัติกลาง
เมื่อได้รับความเห็นชอบของคณะสังฆมนตรีแล้ว ให้กระทรวงศึกษาธิการประกาศใช้งบประมาณนั้นได้
มาตรา ๔๙ ศาสนสมบัติของวัด ให้เป็นไปตามระเบียบซึ่งกระทรวงศึกษาธิการจะได้ตราไว้ด้วยความเห็นชอบของคณะสังฆมนตรี
หมวด ๖
คณะวินัยธร
มาตรา
๕๐ การพิจารณาวินิจฉัยอธิกรณ์ ให้เป็นอำนาจและหน้าที่ของคณะวินัยธร
มาตรา ๕๑ ระเบียบการแต่งตั้งคณะวินัยธรก็ดี ระเบียบวิธีพิจารณาวินิจฉัยอธิกรณ์ก็ดี
ให้เป็นไปตามสังฆาณัติ
มาตรา ๕๒ คณะวินัยธรย่อมเป็นอิสระในการพิจารณาวินิจฉัยอธิกรณ์ให้เป็นไปตามพระธรรมวินัยและสังฆาณัติ
หมวด
๗
บทกำหนดโทษ
มาตรา
๕๓ ผู้ใดกระทำการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา ๒๗ มีความผิดต้องระวางโทษ
จำคุกไม่เกินสามเดือน
มาตรา ๕๔ ผู้ใด
() มิได้รับบรรพชาอุปสมบทโดยชอบด้วยพระธรรมวินัย แต่บังอาจแต่งกายเลียนแบบบรรพชิต
() หมดสิทธิ์ที่จะได้รับบรรพชาอุปสมบท แต่มารับบรรพชาอุปสมบทโดยปิดบังความจริง
() ต้องปาราชิกแล้ว ไม่สละการแต่งกายอย่างเพศบรรพชิต
() ต้องคำวินิจฉัยถึงที่สุดให้สึกแล้วไม่สึก
มีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน
มาตรา ๕๕ ผู้ใดใส่ความคณะสงฆ์ไทย หรือพระภิกษุสงฆ์คณะใดคณะหนึ่ง
อันอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียหรือความแตกแยก มีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี
มาตรา ๕๖ ไวยาวักรผู้ใดกระทำการทุจริตต่อหน้าที่มีความผิดต้องระวางโทษฐานเจ้าพนักงานใช้อำนาจและตำแหน่งหน้าที่ในทางทุจริตตามกฎหมายลักษณะอาญา
หมวด
๘
บทเบ็ดเตล็ด
มาตรา
๕๗ พระภิกษุซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตามบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ให้ถือว่าเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายลักษณะอาญา
มาตรา ๕๘ การปกครองคณะสงฆ์อื่นนอกจากคณะสงฆ์ไทย ให้เป็นไปตามกฎกระทรวง
มาตรา ๕๙ ให้กรมการศาสนาทำหน้าที่สำนักงานเลขาธิการสังฆสภาและสำนักงานเลขาธิการคณะสังฆมนตรี
เพื่อการนี้ ให้มีสิทธิเสนอคำชี้แจงในคณะสังฆมนตรี
บทเฉพาะกาล
มาตรา
๖๐ ก่อนที่จะได้ทำสังคายนาพระธรรมวินัยให้ครบถ้วน แต่อย่างช้าต้องไม่เกิดแปดปี
นับแต่วันใช้พระราชบัญญัตินี้ ห้ามมิให้ออกสังฆาณัติ กติกาสงฆ์ พระบัญชา
สมเด็จพระสังฆราช กฎกระทรวง หรือระเบียบใด ที่จะบังคับให้ต้องเปลี่ยนลัทธิอันได้นิยมนับถือและปฏิบัติกันมาเป็นเวลาช้านานแล้ว
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พิบูลสงคราม
นายกรัฐมนตรี
กฎหมายพระสงฆ์ของไทยในอดีต คลิ๊กที่นี่อ่านต่อ
กฎหมายพระสงฆ์ของไทยที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน คลิ๊กที่นี่
อ่านต่อ
|