ตอนที่ ๑๘

ปัญหาที่ ๘
ถามเรื่องสำเร็จสัพพัญญุตญาณ
พระเจ้ามิลินท์ตรัสถามว่า
“ ข้าแต่พระนาคเสนผู้ปรีชา สมเด็จพระตถาคตเจ้าทรงเผาอกุศลสิ้นแล้ว จึงถึงพระสัพพัญญุตญาณ หรือว่าเผาอกุศลยังไม่สิ้นแต่ถึงพระสัพพญญุตญาณ? ”
พระนาคเสนตอบว่า
“ ขอถวายพระพร สมเด็จพระชินวรเจ้าเผากุศลทั้งปวงสิ้นแล้ว จึงถึงพระสัพพัญญุตญาณ การที่จะเผาอกุศลที่ยังเหลืออยู่ ไม่มีอีกเลย ”
“ ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ทุกขเวทนาเคยเกิดในพระกายของพระพุทธเจ้าบ้างหรือไม่ ? ”
“ เคยเกิด มหาบพิตร คือครั้งประทับที่กรุงราชคฤห์ พระบาทได้ถูกสะเก็ดศิลา ครั้งทรงจำพรรษาที่เวฬุวคาม ก็ทรงเกิดโลหิตปักขันทิกาพาธ ( ลงแดง ) หมอชีวกก็ถวายยาประจุ อีกครั้งหนึ่งเกิดพระอาพาธลม พระอานนท์ก็ได้เที่ยวหาน้ำร้อนมาถวาย ”
พระเจ้ามิลินท์จึงตรัสถามต่อไปว่า
“ ถ้าพระตถาคตเจ้าเผาอกุศลทั้งปวงสิ้นแล้ว จึงสำเร็จพระสัพพัญญุตญาณ คำที่ว่า “ พระอาพาธเกิดในพระสรีกายของสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นก็ผิด”ถ้าคำว่า “ พระอาพาธเกิดในพระสรีรกายของพระพุทธเจ้านั้นถูก” คำว่า “ พระตถาคตเจ้าเผาอกุศลทั้งปวงสิ้นแล้ว จึงสำเร็จพระสัพพัญญุตญาณนั้นก็ผิด”บุคคลย่อมได้เสวยทุกขเวทนานอกจาก กรรม ไม่มี กรรมเท่านั้นเป็นมูลราก บุคคลได้เสวยเวทนาเพราะกรรมเท่านั้น ปัญหาอันเป็นอุภโตโกฏินี้ได้มาถึงพระผู้เป็นเจ้าแล้ว ขอพระผู้เป็นเจ้าจงกำจัดเสียซึ่งความสงสัยเถิด ”เหคุให้เกิดทุกขเวทนามี ๘
“ ขอถวายพระพร ไม่ใช่ว่าเวทนาทั้งปวงมีกรรมเป็นมูลรากทั้งนั้น เพราะเหตุที่จะให้เกิดเวทนาอันเป็นทุกข์นั้นมีอยู่ ๘ ประการ คือ๑. ทุกขเวทนามีลมเป็นสมุฏฐาน๒. ทุกขเวทนามีดีเป็นสมุฏฐาน๓. ทุกขเวทนามีเสมหะเป็นสมุฏฐาน๔. ทุกขเวทนามีประชุมลม ดี เสมหะเป็นสมุฏฐาน๕. ทุกขเวทนามีการเปสี่ยนฤดูเป็นสมุฏฐาน๖. ทุกขเวทนามีการบริหารร่างกายไม่สม่ำเสมอเป็นสมุฏฐาน๗. ทุกขเวทนามีการกระทำของผู้อื่นเป็นสมุฏฐาน๘. ทุกขเวทนาอันเกิดด้วยผลแห่งกรรมบุคคลเหล่าใด ถือว่าเกิดด้วยผลแห่งกรรมเดียว ไม่เกี่ยวกับเหตุ ๘ นี้ คำพูดของคนเหล่านั้นผิดไป ”“ ข้าแต่พระนาคเสน ทุกขเวทนาอันมีสิ่งทั้ง ๘ นี้เป็นสมุฏฐาน ก็เป็นอันว่า มีกรรมเป็นสมุฏฐานทั้งนั้น เกิดด้วยกรรมทั้งนั้น”เหตุให้ลม ดี เสมหะกำเริบ
“ ขอถวายพระพร ถ้าทุกขเวทนาเหล่านั้นมี กรรม เป็นสมุฏฐาน สิ่งเหล่านั้นก็ไม่ต้องมีลักษณะต่างกัน แต่นี่มีลักษณะต่างกัน คือลม เมื่อจะกำเริบก็กำเริบด้วยเหตุ ๑๐ อย่าง อันได้แก่ กำเริบด้วยเย็น ร้อน หิว กระหาย กินมากเกินไป ยืนนานเกินไป เพียรมากเกินไป วิ่งเร็วเกินไป การกระทำของผู้อื่น และผลแห่งกรรม๙ อย่างข้างต้น จะเกิดขึ้นในอดีต อนาคตก็หาไม่ ย่อมเกิดแต่ในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรกล่าวว่า เวทนาทั้งปวงเกิดจากกรรมส่วน ดี เมื่อกำเริบ จะกำเริบด้วยเหตุ ๓ อย่าง คือ เย็น ร้อน กินไม่เป็นเวลาเสมหะ กำเริบด้วยเหตุ ๓ อย่าง คือด้วยเย็น ร้อน ข้าวน้ำลม ดี เสมหะ กำเริบด้วยเหตุเหล่านี้แล้วเจือกันชักมาซึ่งเวทนา อันเป็นส่วนของตน ๆเวทนาอันเกิดด้วยเปลี่ยนฤดู ก็เกิดขึ้นด้วยการเปลี่ยนฤดู เวทนาอันเกิดด้วยบริหารร่างกายไม่สม่ำเสมอ ก็เกิดด้วยการบริหารร่างกายไม่สม่ำเสมอ คือเปลี่ยนอิริยาบถไม่พอสมควรกันเวทนาอันเกิดจากความเพียร เป็นกิริยาก็มี เป็นวิบากก็มี เวทนาอันเกิดจากกรรมย่อมเกิดด้วยกรรมที่ได้กระทำไว้ในปางก่อนด้วยเหตุตามที่ว่ามานี้แหละ ชี้ให้เห็นว่าเวทนาอันเกิดด้วยกรรมมีน้อย เกิดด้วยอย่างอื่นมีมาก พวกโง่เขลาก็เข้าใจว่า เกิดด้วยกรรมทั้งนั้น กรรมนั้นไม่มีใครรู้ได้ นอกจากพระพุทธญาณเท่านั้น”พระเทวทัตกลิ้งก้อนศิลา
“ การที่พระบาทของพระพุทธเจ้าถูกสะเก็ดศิลาแล้ว ทำให้เกิดเวทนานั้น ไม่ใช่มีลม หรือดี เสมหะ หรือสิ่งทั้ง ๓ นี้ เป็นสมุฏฐานเลย ไม่ใช่เกิดด้วยการเปลี่ยนฤดู หรือด้วยการบริหารร่างกายไม่สม่ำเสมอ เกิดด้วยการกระทำของผู้อื่นต่างหาก คือพระเทวทัต ผู้ผูกอาฆาตต่อพระตถาคตเจ้ามาหลายแสนชาติแล้ว ได้กลิ้งก้อนศิลาใหญ่ลงไปจากยอดภูเขา ด้วยคิดจักให้ตกถูกพระพุทธองค์ แต่ก้อนศิลาที่กลิ้งลงมานั้น ได้มากระทบก้อนศิลาใหญ่อีก ๒ ก้อนก้อนศิลานั้นได้แตกเป็นสะเก็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ กระจายไป มีสะเก็ดเล็ก ๆ ก้อนหนึ่งได้กระเด็นไปถูกพระบาทของพระพุทธเจ้าทำให้พระโลหิตห้อขึ้น จะว่าเวทนานั้นเกิดด้วยผลแห่งกรรม หรือด้วยการกระทำของพระองค์ไม่ได้ทั้งนั้น เกิดด้วยการกระทำของผู้อื่นต่างหาก ”ยกอุปมาขึ้นเปรียบเทียบ
“ พืชย่อมงอกงามไม่ดี ย่อมเป็นเพราะที่ดินไม่ดี หรือเพราะพืชไม่ดีฉันใด เวทนานั้นก็เกิดแก่พระพุทธเจ้า เพราะผลแห่งกรรมหรือเพราะการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งฉันนั้นนอกนั้นย่อมไม่มีโภชนะที่กินเข้าไปแล้วย่อยไม่ดี ย่อมเป็นเพราะท้องไม่ดี หรือเพราะโภชนะนั้นไม่ดีฉันใด เวทนาของพระพุทธเจ้านั้น ก็เกิดด้วยผลแห่งกรรม หรือเกิดด้วยการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งฉันนั้นก็แต่ว่า เวทนาอันเกิดด้วยผลแห่งกรรมและเกิดด้วยการบริหารร่างกายไม่สม่ำเสมอ ย่อมไม่มีแก่พระพุทธเจ้า มีด้วยเหตุ ๑ อย่างนอกจาก ๒ อย่างนี้ต่างหาก ใครไม่อาจปลงพระชนม์ของพระพุทธเจ้าได้แต่ว่าเวทนาทั้งที่น่าต้องการ และไม่น่าต้องการ ดีและไม่ดี ย่อมมีในพระวรกายอันประกอบด้วยธาตุ ๔ ของพระพุทธเจ้าได้เป็นของธรรมดาก้อนดินที่บุคคลขว้างขึ้นไปในอากาศ ย่อมตกลงมาที่พื้นดิน ก้อนดินเหล่านั้นได้ตกลงมาที่พื้นดิน ด้วยกรรมที่ได้ทำไว้ในปางก่อนหรือ...มหาบพิตร? ”“ หามิได้ พระผู้เป็นเจ้า ก้อนดินเหล่านั้นไม่ได้ตกลงมาที่พื้นดินด้วยกรรมอะไร”“ ขอถวายพระพร ควรเห็นว่าพระวรกายของพระตถาคตเจ้า ก็เปรียบเหมือนกับพื้นดินฉะนั้น การที่สะเก็ดศิลาถูกพระบาทของพระตถาคตเจ้านั้น ไม่ใช่เป็นเพราะบุพพกรรมอาตมภาพขอถามมหาบพิตรว่า การที่แผ่นดินใหญ่นี้ ถูกมนุษย์ทั้งหลายทำลายและขุดนั้น เป็นด้วยบุพพกรรมหรือ ? ”“ ไม่ใช่ พระผู้เป็นเจ้า ”“ ข้อที่สะเก็ดศิลาถูกพระบาทของพระพุทธเจ้า ทำให้พระโลหิตห้อนั้น ก็ไม่ใช่เพราะบุพพกรรมฉันนั้น ถึงพระโรคลงแดงก็ไม่ได้เกิดด้วยบุพพกรรม เกิดด้วย ลม ดี เสมหะ ๓ อย่าง กำเริบต่างหากทุกขเวทนาทางพระกายของพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น ไม่ได้เกิดด้วยบุพพกรรมเลย เกิดด้วยสมุฏฐาน ๖ ต่างหากข้อนี้ สมกับที่สมเด็จพระมหามุนีได้ตรัสไว้ใน “ โมลิยสีวกเวยยากรณะ” ในสังยุตตนิกายว่า“ ดูก่อนสีวกะ เวทนาบางอย่างเกิดขึ้นเพราะมี “ ดี ” เป็นสมุฏฐาน บางอย่างมี “ ลม ” เป็นสมุฏฐาน บางอย่างมี “ สิ้งทั้ง ๓ ” นั้นเป็นสมุฏฐาน บางอย่างเกิดขึ้นเพราะเปลี่ยนฤดูบางอย่างเกิดขึ้นเพราะบริหารร่างกายไม่สม่ำเสมอ บางอย่างเกิดขึ้นเพราะการกระทำของผู้อื่น บางอย่างเกิดขึ้นเพราะผลของกรรมสมพราหมณ์เหล่าใดเห็นว่า สุข ทุกข์ หรือไม่ทุกข์ไม่สุขทั้งสิ้น เกิดขึ้นเพราะบุพพกรรมทั้งนั้น สมพราเหล่านั้นชื่อว่าแล่นเลยความจริงไป ความคิดความเห็นของสมพราหมณ์เหล่านั้นผิดไป ”เพราะฉะนั้นแหละ มหาบพิตร อาตมาจึงว่า เวทนาทั้งสิ้นไม่ใช่มีกรรมเป็นสมุฏฐานไม่ใช่เกิดเพราะกรรมทั้งนั้นเป็นอันว่า พระตถาคตเจ้าได้เผาอกุศลกรรมสิ้นแล้ว จึงได้ถึงพระสัพพัญญุตญาณ ขอให้มหาบพิตรทรงจำไว้อย่างนี้เถิด ขอถวายพระพร ”“ ดีแล้ว พระผู้เป็นเจ้า โยมขอรับจำไว้อย่างนี้ ”ฎีกามิลินท์
การที่พระนาคเสนกล่าวไว้ว่า “ ทุกขเวทนาของพระพุทธเจ้าไม่ได้เกิดด้วยกรรมนั้น” เป็น เอกังสพยากรณ์ คือเป็นการกล่าวแก้ออกไปอย่างเด็ดขาดลงไปฝ่ายเดียวเท่านั้น
เพราะฉะนั้น จึงควรวิจารณ์ อย่างไหนถูกกว่าก็ควรถือเอาอย่างนั้น การวิจารณ์นั้นมีว่า กิเลสทั้งหลายเป็นของที่มรรคฆ่าแล้วกรรมอันเกิดด้วยกิเลส ซึ่งจะทำให้เกิดโรคาพาธทั้งในปัจจุบันและอนาคต ของผู้สิ้นกิเลสแล้วนั้นไม่มี
ท่านจึงว่า ไม่ได้เกิดด้วยกรรม หมายความว่า ไม่ได้เกิดด้วยกรรมที่กระทำในปัจจุบันและจักไม่เกิดในอนาคตเป็นอันขาด เพราะว่าสิ้นกิเลสอันเป็นเหตุให้ทำกรรมที่จะให้เกิดผลทั้งในปัจจุบันและอนาคตแล้ว
ส่วนบุพพกรรมอันเป็น ปราปรเวทนียกรรม คือกรรมในผลในภพสืบ ๆ ไปนั้นพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายก็ไม่อาจห้ามได้ เพราะฉะนั้นจึงควรถือเอาว่าเวทนาของพระพุทธเจ้านั้นเกิดด้วยบุพพกรรมไม่ได้เกิดด้วยปัจจุบันกรรม
แต่เพราะเหตุไร พระเถระจึงกล่าวไว้หลายอย่าง เพราะเหตุว่า พระเจ้ามิลินท์อยากทรงสดับปฎิภาอันวิจิตรต่าง ๆ จึงได้แก้หลายอย่างเช่นนั้น ดังนี้
( ขอยับยั้ยปัญหาไว้เพียงแค่นี้ก่อน เพราะตอนที่แล้วยังค้างเรื่องในพระสูตร จึงขอย้อนพูดถึง ปัญหาที่ ๖ เรื่องการตั้งครรภ์ ตามที่ท่านกล่าวถึงเทพบุตร ๔ องค์ คือสุวรรณสาม ๑ พระเจ้ามหาปนาท ๑ พระเจ้ากุสราช ๑ พระเวสสันดร ๑ ว่าได้ลงมาเกิดเพราะพระอินทร์ทรงอ้อนวอนสำหรับในตอนนี้จึงขอนำเรื่อง “ พระเจ้ามหาปนาท ” มาให้อ่านกันก่อน ส่วนในตอนหน้าจะเป็นเรื่อง “ พระเจ้ากุสราช ” ขออย่าได้พลาดในการติดตามต่อไป)มหาปนาทชาดก
มหาปนาทชาดกนี้มีเนื้อความว่า สมเด็จพระบรมศาสดาประทับอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำคงคาทรงพระปรารภอานุภาพของ พระภัททชิเถระ จึงทรงแสดงซึ่งชาดกนี้แก่ภิกษุทั้งหลาย
ครั้งหนึ่ง สมเด็จพระมหามุนีเสด็จจำพรรษาอยู่ในกรุงพาราสี ทรงดำริว่าจะสงเคราะห์ ภัททชิกุมาร จึงเสด็จไปสู่ภัททิยนคร ประทับอยู่ในชาติยาวันตลอดไตรมาสเพื่อรอให้วาสนาบารมีของภัททชิกุมารแก่กล้า
ภัททชิกุมารนั้น เป็นบุตรแห่ง ภัททยเศรษฐี ผู้มีทรัพย์ ๘๐ โกฏิ มีปราสาทถึง ๓ หลังเป็นที่ยับยั้งอยู่ในฤดูทั้ง ๓
ฝ่ายสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าซึ่งจำพรรษาอยู่ในอารามนั้นสิ้นไตรมาส ๓ เดือนแล้ว จึงทรงตรัสอำลาชาวเมื่อทั้งหลายว่าจะเสด็จไปจากเมืองนั้น
พวกชาวเมืองจึงขอให้ประทับอยู่อีกวันหนึ่ง แล้วพากันถวายมหาทานในวันรุ่งขึ้นมีมหาชนไปประชุมถวายทานเป็นอันมาก
เมื่อภัททชิกุมารไม่เห็นมหาชนไปคอยดูตน ในเวลาเปลี่ยนปราสาทตามฤดูเหมือนที่เคยมา จึงถามคนทั้งหลายจนรู้เหตุผลนั้นแล้ว ได้รีบตกแต่งร่างกายด้ยเครื่องอลงกตพร้อมด้วยบริวารเป็นอันมาก ออกไปเฝ่าสมเด็จพระบรมสุคต
เมื่อได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระพุทธองค์ ก็ได้ดำรงอยู่ในพระอรหัตผล สมเด็จพระทศพลจึงตรัสบอกแก่มหาเศรฐี ผู้เป็นบิดาของภัททชิกุมารนั้นให้ทราบว่า ภัททชิกุมารได้สำเร็จพระอรหัตผลแล้ว ถ้าไม่ให้บรรพชาในวันนี้ เขาก็จักปรินิพพานเสีย
มหาเศรษฐีจึงกราลทูลขอให้บรรพชา เมื่อภัททชิกุมารบรรพชาแล้ว ได้ทูลอาราธนาให้สมเด็จพระบรมศาสดา เข้าไปรับมหาทานในบ้านของตนอยู่ตลอด ๗ วัน
ในวันที่ ๗ พระองค์จึงพาพระภัททชิเสด็จไปถึงโกฏิคาม ชาวโกฏิคามได้พร้องกันถวายพระมหาทานแก่ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธองค์ทรงเป็นประธาน
เมื่อเสร็จจากการฉันแล้ว เวลาพระพุทธองค์จะทรงอนุโมทนานั้น พระภัททชิได้ออกไปภายนอกบ้านเสียก่อน ไปนั่งเข้าฌานอยู่ที่โคนต้นไม้แห่งหนึ่งริมฝั่งแม่น้ำคงคาอานุภาพของพระภัททชิเถระ
ฝ่ายชาวบ้านโกฏิคามได้ยกเรือทานถวายพระภิกษุสงฆ์ เวลาสมเด็จพระพุทธองค์เสด็จลงประทับในเรือแล้ว โปรดให้พระภัททชิไปในเรือลำเดียวกันด้วย พอไปถึงกลางแม่น้ำคงคา สมเด็จพระบรมศาสดาจึงตรัสถามว่า
“ ดูก่อนภัททชิ ปราสาทที่เธอเคยอยู่ในเมื่อครั้งเป็นพระเจ้ามหาปนาทราชนั้นอยู่ที่ไหน? ”
พระภัททชิกราบทูลว่า
“ จมอยู่ตรงนี้ พระเจ้าข้า ”
ภิกษุทั้งหลายที่เป็นปุถุชนก็พากันร้องกล่าวโทษว่า พระภัททชิอวดมรรคผล สมเด็จพระทศพลจึงตรัสบอกพระภัททชิ ให้แก้ความสงสัยของภิกษุทั้งหลาย
พระภัททชิถวายบังคมแล้ว ก็บันดาลปลายนิ้วเท้า ลงไปคีบยอดปราสาทอันสูงได้ ๑๕ โยชน์ ขึ้นมาจากแม่น้ำคงคา ไปปรากฏอยู่บนอากาศสูงจากพื้นน้ำได้ถึง ๓ โยชน์ แล้งปล่อยไปในแม่น้ำคงคา มหาชนทั้งหลายก็หมดความสงสัย
สมเด็จพระจอมไตรจึงตรัสว่า ปราสาทหลังนี้ พระภัททชิเคยอยู่มาตั้งแต่ครั้งเป็นพระเจ้ามหาปนาทราชอานิสงฆ์สร้างบรรณศาลา
ในอดีตกาลมีช่างเสื่อลำแพนคนหนึ่งในเมืองพาราสี เดินออกไปที่นาได้พบพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง จึงบอกให้บ่าวไพร่ออกไปหว่างข้าว ส่วนตนเองได้นิมนต์พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์นั้น กลับไปฉันอาหารที่บ้านของตนแล้วนิมนต์ไปที่ริมแม่น้ำคงคาอีก
ตนพร้อมกับบุตรได้สร้างบรรณศาลาด้วยเสาไม้มะเดื่อ ฝาไม้อ้อขึ้น แล้วกระทำที่เดินจงกรมถวายแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์นั้นนิมนต์พระปัจเจกพุทธเจ้าให้จำพรรษาอยู่ในที่นั้น เวลาออกพรรษาแล้วได้ถวายไตรจีวรแล้วนิมนต์ไปตามปรารถนา
ต่อมาก็ได้นิมนต์พระปัจเจกพุทธเจ้าให้มาจำพรรษาในบรรณศาลานั้นปีละองค์ จนถึง ๗ องค์ เวลาออกพรรษาแล้วก็ได้ถวายไตรจีวรทุกองค์ไป
เวลาบิดากับบุตรทั้งสองนั้นตายแล้ว ก็ได้ขึ้นไปเกิดในดาวดึงส์สวรรค์ ได้เสวยทิพยสมบัติไป ๆ มา ๆ อยู่ในสวรรค์ทั้ง ๖ ชั้น
ต่อมาภายหลังบิดายังอยู่ในสวรรค์ ส่วนบุตรได้จุติจากสวรรค์ ลงมาบังเกิดในพระครรภ์ พระนางสุเมธาเทวี อัครมเหสีของ พระเจ้าสุรุจิ ในกรุงมิถิลามหานคร
( ในตอนนี้ขอแทรกประวัติ พระเจ้าสุรุจิ และ พระนางสุเมธาเทวี อันปรากฏมีอยู่ใน สุรุจิชาดก ซึ่งสมเด็จพระพุทธองค์ทรงพระปรารภ นางวิสาขามหาอุบาสิกา ไว้เป็นต้นเหตุ แล้วจึงได้ทรงแสดงชาดกนี้แก่ภิกษุทั้งหลาย)สุรุจิชาดก
ในอดีตกาลพระราชาทรงพระนามว่า สุรุจิ เสวยราชสมบัติในพระนครมิถิลา ทรงได้พระราชโอรสจึงขนานพระนามว่า สุรุจิกุมาร พระกุมารทรงเจริญวัยแล้วทรงดำริว่า เราจักเรียนศิลปะในเมืองตักศิลา จึงเสด็จไปประทับนั่งพักที่ศาลาใกล้ประตูพระนคร
ฝ่ายพระราชโอรสของพระเจ้าพาราสีทรงพระนาม พรหมทัตกุมาร ก็เสด็จไปในที่นั้น เมื่อทรงไต่ถามกันแล้วจึงไปสู่สำนักอาจารย์ไม่ช้านานต่างก็สำเร็จศิลปะ พากันอำลาอาจารย์
ก่อนที่จะเสด็จจากกัน ต่างทรงกระทำกติกากันว่า ถ้าข้าพเจ้ามีโอรส ท่านมีพระธิดาหรือท่านมีพระโอรส ข้าพเจ้ามีธิดา เราจักให้แต่งงานกัน
ครั้งกุมารทั้งสองเสวยราชสมบัติพระเจ้าสุรุจิมหาราชมีพระโอรส ทรงพระนามว่า สุรุจิกุมาร พระเจ้าพรหมทัตมีพระธิดา ทรงพระนามว่า สุเมธา พระกุมารสุรุจิทรงจำเริญวัย เสด็จไปเมืองตักศิลา ทรงเรียนศิลปะเสด็จแล้วเสด็จกลับมา
พระราชบิดามีพระประสงค์จะอภิเษก พระกุมารในราชสมบัติ ทรงสดับว่า พระเจ้าพรหมทัตพระสหายของเรามีพระธิดา เราจักสถาปนานางให้เป็นอัครมเหสีของลูกเรา ทรงประทานบรรณาการให้พวกอำมาตย์นำไปเพื่อต้องการพระนางนั้น
ภายหลังอำมาตย์เหล่านั้นกลับมากราบทูลว่า พระเจ้าพาราสีไม่มีพระประสงค์ที่จะส่งนางเข้าไปภายในกลุ่มสตรี ประสงค์ที่จะให้นางแก่ผู้ที่จะครองนางผู้เดียวเท่านั้น
พระกุมารสุรุจิทรงสดับรูปสมบัติของพระนางสุเมธาแล้ว ก็ติดพระหฤทับจึงกราบทูลว่า หม่อมฉันจักครองนางแต่ผู้เดียวไม่ต้องการกลุ่มสตรีโปรดเชิญนางมาเถิด
ครั้งเชิญพระนางมาแล้วทรงอภิเษกให้เป็นเอกอัครมเหสีของพระกุมาร พระกุมารนั้นทรงพระนามว่า สุรุจิมหาราช ทรงครองราชสมบัติโดยธรรม ทรงอยู่ร่วมกับพระมเหสีตลอด ๑๐,๐๐๐ ปี ไม่ทรงมีพระโอรสหรือ พระธิดาเลยพระเทวี ๑๖,๐๐๐ นาง
ครั้งนั้น ชาวเมืองต่างพากันกราบทูลให้พระราชาทรงรับกลุ่มสตรีไว้ เผื่อจักได้มีพระโอราสไว้สืบสันตติวงศ์ แต่พระองค์ทรงตรัสห้าม เนื่องจากทรงปฏิญาณไว้แล้วว่า จักไม่ครองหญิงอื่นเลย
พระนางสุเมธาทราบเช่นนั้น จึงทรงดำริว่า พระราชามิได้ทรงนำสตรีอื่นมาเลย แต่เรานี่แหละจักหามาถวายแก่พระองค์ ดังนี้แล้วจึงทรงนำสตรี ๔,๐๐๐ นาง แต่ก็หามีพระโอรสหรือธิดาไม่ จึงคัดมาถวายอีกคราวละ ๔,๐๐๐ ถึง ๓ คราว ก็ไม่ได้พระโอรสพระธิดา
รวมเป็นหญิงที่พระนางนำมาถวายทั้งสิ้น ๑๖,๐๐๐ นาง เวลาล่วงไป ๔๐,๐๐๐ ปีรวมกับ เวลาที่ทรงอยู่กับพระนางองค์เดียว ๑๐,๐๐๐ ปี เป็น ๕๐,๐๐๐
ครั้งนั้น ชาวเมืองก็พากันกราบทูลพระราชาอีก ขอให้ทรงบังคับพระเทวีทั้งหลายพระเทวีเหล่านั้นเมื่อปรารถนาพระโอรส พากันนอบน้อมเทวดาต่าง ๆ พากันบำเพ็ญวัตรต่าง ๆ แต่พระโอรสก็ไม่อุบัติอยู่นั่นเอง
ครั้งถึงดิถีที่ ๑๕ พระนางสุเมธาจึงสมาทานอุโบสถ ทรงระลึกถึงศีลทั้งหลายอยู่ในพระตำหนัก พระเทวีที่เหลือพากันประพฤติวัตรอย่างแพะอย่างโค ต่างไปสู่พระอุทยาน
ด้วยเดชแห่งศีลของพระนางเจ้า พิภพของท้าวสักกะหวั่นไหว เมื่อพระองค์ทรงทราบความนั้นไซร้ จึงทรงเลือก นฬการเทพบุตร ผู้เป็นบุตรแห่งช่างเสื่อลำแพนนั้น
ท้าวสักกะจึงเสด็จไปถึงประตูวิมานแล้วตรัสว่า
“ ท่านควรจะไปสู่มนุษย์โลก ”
เทพบุตรทูลว่า
“ ข้าแต่มหาราช โลกมนุษย์น่ารังเกียจสกปรก มนุษย์ต่างทำบุญมีให้ทานเป็นต้น ปรารถนาเทวโลก ข้าพระองค์จักไปในโลกมนุษย์นั้นทำอะไร? ”
“ ท่านจักได้บริโภคทิพยสมบัติที่เคยบริโภคในเทวโลก จักได้อยู่ในปราสาทแก้วสูง ๒๕ โยชน์ ยาว ๙ โยชน์ กว้าง ๘ โยชน์ อยู่ในโลกมนุษย์ เชิญท่านรับคำเถิด”
เทพบุตรรับคำแล้ว ท้าวสักกะจึงเสด็จไปสู่อุทยาน ด้วยการแปลงเพศเป็นฤาษี จงกรมในอากาศเบื้องบนสตรีเหล่านั้นแล้วตรัสว่า
“ เราจะให้โอรสแก่สตรีผู้มีศีล ”
สตรีเหล่านั้นจึงพากันกล่าวว่า
“ เชิญไปสู่สำนักของพระนางสุเมธาเถิด ”
เมื่อพระนางสุเมธาได้ทราบความนั้นแล้วจึงประกาศศีลคุณของตนว่า
“ ดิฉันถูกเชิญมาเป็นอัครมเหสีตลอดหมื่นปีแต่ผู้เดียว ดิฉันมิได้รู้สึกเลยว่า ได้ล่วงเกินพระเจ้าสุรุจิด้วย กาย วาจา ใจ ทั้งในที่แจ้งหรือในที่ลับเลย ฯลฯดิฉันเป็นที่พอใจของพระภัสดา พระชนนีและพระชนกของพระภัสดา ก็เป็นที่รักของดิฉัน พระองค์ท่านเหล่านั้นทรงแนะนำดิฉันตลอดเวลา ดิฉันยินดีในความไม่เบียดเบียน มีปกติประพฤติธรรมโดยส่วนเดียวมุ่งบำเรอพระองค์ท่านเหล่านั้นโดยเคารพไม่เกียจคร้านทั้งกลางคือกลางวันฯลฯความริษยาหรือความโกรธในสตรีผู้ร่วมเทวีกัน ๑๖,๐๐๐ คน มิได้มีแก่ดิฉันในกาลไหน ๆ เลย คนไหนที่จะไม่เป็นที่รักของดิฉันไม่มีเลย ดิฉันอนุเคราะห์หญิงผู้ร่วมสามีทั่วกันทุกคน เหมือนอนุเคราะห์ตนฉะนั้น ฯลฯดิฉันเลี้ยงดูทาสกรรมกร ซึ่งจะต้องเลี้ยงดูและชนเหล่าอื่นผู้อาศัยเลี้ยงชีวิตโดยเหมาะสมกับหน้าที่ ดิฉันเบิกบานในกาลทุกเมื่อ ฯลฯดิฉันเลี้ยงดูสมพราหมณ์และวณิพกเหล่าอื่น ให้อิ่มหนำสำราญด้วยข้าวและน้ำทุกเมื่อฯลฯดิฉันเข้าอยู่ประจำอุโบสถ อันประกอบด้วยองค์ ๘ ทุกวันอุโบสถ ดิฉันสำรวมแล้วในศีลทุกเมื่อ ฯลฯข้าแต่พระฤาษี ด้วยการกล่าวคำสัตย์จริงนี้ ขอบุตรจงเกิดเถิด เมื่อดิฉันกล่าวคำเท็จ ขอศีรษะของดิฉันจงแตก ๗ เสี่ยง...”พระฤาษีจำแลงจึงกล่าวสรรเสริญคุณของพระนางว่าเป็นความจริง พระนางทรงโสมนัส จึงตรัสถามว่าท่านเป็นใคร( ในตอนนี้มีคำอธิบายว่า พระนางตรัสอย่างนี้ ก็เพราะท้าวสักกะทรงมีพระเนตรไม่กระพริบเลย)แล้วพระองค์จึงตรัสบอกความจริงว่าเป็นท้าวสักกเทวราชนั่นเองมหาปนาทราชกุมาร
ครั้งถึงเวลาใกล้รุ่ง นฬการเทพบุตร ก็จุติถือกำเนิในพระครรภ์ของพระนางต่อมาได้ประสูติพระโอรสทรงพระนามว่า มหาปนาทราชกุมาร
ชาวเมืองทั้งสองจึงพากันถวายทรัพย์เป็นค่าน้ำนม เมื่อพระกุมารทรงเจริญวัยได้ ๑๖ พรรษา ก็ทรงสำเร็จในศิลปะทุกประการ พระราชาทรงดำริที่จะอภิเษกในราชสมบัติ จึงทรงรับให้ช่างสำรวจพื้นที่เพื่อสร้างปราสาท
ท้าวสักกะทรงทราบเหตุนั้น ตรัสสั่ง วิษณุกรรมเทพบุตร ให้ลงไปสร้างปราสาทแก้วยาว ๙ โยชน์ กว้าง ๘ โยชน์ สูง ๒๕ โยชน์ ให้แก่มหาปนาทราชกุมารนั้น เทพบุตรนั้นจึงแปลงเพศเป็นช่าง สั่งให้ช่างเหล่านั้นไปกินข้าวเช้าแล้วค่อยมา แล้วจึงตีพื้นด้วยไม้ค้อน
ทันใดนั้นเอง ปราสาทแก้ว ๗ ประการ ๗ ชั้น มีขนาดดังกล่าวแล้ว ก็ผุดขึ้นจากพื้นดิน มงคล ๓ ประการ คือ มงคลฉลองปราสาท มงคลอภิเษกสมโภชเศวตฉัตร และอาวาหมงคล ของพระกุมารได้มีคราวเดียวกันแล
ชาวเมืองทั้งสองได้พากันฉลองมงคลด้วยมหรสพ สิ่งของทั้งหมด เช่น ผ้า เครื่องประดับ ของเคี้ยวกิน ของชนทั้งหลาย ได้เป็นสิ่งของของราชตระกูลทั้งสิ้น
ครั้งล่วง ๗ ปี ชนทั้งหลายพากันกราบทูลต่อพระเจ้าสุรุจิมหาราชว่า เมื่อไรจะเลิกงานสมโภชเสียที พระราชาตรัสตอบว่า ตลอดงานลูกเราไม่เคยหัวเราะเลย เมื่อใดเธอหัวเราะเมื่อนั้นพวกเจ้าทั้งหลายจงพากันไปเถิด
ลำดับนั้น มหาชนพากันเชิญนักฟ้อน ๖,๐๐๐ คน แบ่งเป็น ๗ ส่วนพากันรำฟ้อนก็มิอาจที่จะให้พระกุมารทรงพระสรวลได้ ทั้งนี้เพราะท้าวเธอเคยทอดพระเนตรกระบวนฟ้อนรำ อันเป็นทิพย์มาช้านาน การฟ้อนของนักฟ้อนเหล่านั้น จึงมิได้เป็นที่ต้องพระหฤทัย
ครั้งนั้นจอมนักฟ้อน ๒ นาย หาอุบายต่าง ๆ เพื่อจะให้ทรงพระสรวลแต่ก็ไม่เป็นผลฝูงชนจึงพากันระส่ำระสาย
ฝ่ายท้าวสักกะทรงทราบเหตุนั้น จึงทรงส่งนักฟ้อนเทวดามายืนบนอากาศ ในท้องพระลานหลวง แสดงขบวนฟ้อนที่เรียกว่า “ อุปัฑฒัวคะ” คือมือข้างเดียว เท้าก็ข้างเดียว ตาก็ข้างเดียว แม้คิ้วก็ข้างเดียว ฟ้อนไปร่ายรำไป เคลื่อนไหวไป ที่เหลือคงนิ่งไม่หวั่นไหวเลย
พระเจ้ามหาปนาทอดพระเนตรเห็นการนั้นแล้ว ทรงพระสรวลหน่อยหนึ่ง แต่มหาชนเมื่อหัวเราะ ก็สุดที่จะกลั้นความขบขันไว้สุดที่จะดำรงสติไว้ได้ ล้มกลิ้งไปในท้องพระลานทอง มงคลเป็นอันเลิกได้ตอนนั้นพระเจ้ามหาปนาททรงกระทำบุญ มีถวายทานเป็นต้น เมื่อสิ้นพระชนม์ก็เสด็จไปสู่เทวโลกนั่นเอง
พระศาสดาทรงนำธรรมเทศนานี้แล้ว ทรงประชุมชาดกว่า มหาปนาท ในครั้งนั้นได้มาเป็น ภัททชิ สุเมธาเทวี ได้มาเป็น วิสาขาวิษณุกรรม ได้มาเป็น อานนท์ ส่วน ท้าวสักกะ ได้มาเป็นเราตถาคตแล
( เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า พระนางสุเมธาเทวี หรือ นางวิสาขา ผู้งดงามด้วยเบญกัลยาณีมีจริยาดีมาโดยตลอด ข้อวัตรปฏิบัติต่อผู้ร่วมอาศัยชายคาเดียวกัน ประพฤติได้อย่างครบถ้วนท่านจึงมีความผาสุขในการครองเรือน สมควรที่ยกย่องว่าเป็นกุลสตรีที่แท้จริงสำหรับช่างเสื่อลำแพนสองพ่อลูก โดยเฉพาะลูกได้รับอานิสงส์มหาศาล เป็นด้วยผลจากการถวายภัตตาหาร ผ้าไตรจีวร และสร้างบรรณศาลาถวายแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า จึงเกิดปราสาทแก้ว ๗ ประการ เพราะผลของทานร่วมกับบิดาแต่แปลกที่ว่าบุตรทำไมจึงไปนิพพานก่อน ส่วนบิดาจะมีความเป็นมาอย่างไรโปรดติดตามได้ต่อไปนี้)มหานฬการเทพบุตร
ครั้งพระเจ้ามหาปนาทสวรรคตแล้วปราสาทนั้นก็ได้เลื่อนลอยไปสู่แม่น้ำคงคา ในที่ตั้งบันไดปราสาทเดิมนั้น ได้กลายเป็นบ้านเมืองขึ้นเมืองหนึ่ง ชื่อว่า ปยาคปติฏฐนคร ที่ตรงยอดปราสาทนั้น ได้กลายเป็นบ้านที่ชื่อว่า โกฏิคาม
มีคำถามว่า เพราะอะไร ปราสาทหลังนั้นจึงยังไม่อันตรธาน
มีคำแก้ว่า เป็นเพราะอนุภาพแห่งช่างเสื่อลำแพนซึ่งเป็นบิดาในปางก่อน มีนามกรว่า มหานฬการเทพบุตร จะจุตลงเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ทรงพระนามว่า พระเจ้าสังขจักร ปราสาทหลังนั้นจักผุดขึ้นมาเพื่อเป็นที่ประทับของพระองค์สมัยพระศรีอาริยเมตไตรย
ตามพระบาลีใน จักกวัตติสูตร คัมภีร์ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค มีเนื้อความว่า
สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลายว่า
“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๘ หมื่นปี เด็กหญิงมีอายุ ๕๐๐ ปี จึงจักมีสามีได้ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในคราวที่มนุษย์มีอายุ ๘ หมื่นปีนั้นจักเกิดมีอาพาธ ๓ อย่างคือ ความอยากกิน ๑ ความไม่อยากกิน ๑ ความแก่ ๑ เท่านั้นดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๘ หมื่นปี ชมพูทวีปนี้จักมั่งคั่งและรุ่งเรืองมีบ้านนิคมและราชธานีพอชั่วไก่บินตก ชมพูทวีปนี้ประหนึ่งว่าอเวจีมหานรก จักยัดเยียดไปด้วยผู้คนทั้งหลาย เปรียบเหมือนป่าไม้อ้อหรือป่าไม้แก่น ฉะนั้นเกตุมดีราชธานีดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๘ หมื่นปี เมืองพาราสีนี้จักเป็นราชธานีมีนามว่า “ เกตุมดี” เป็นเมืองที่มั่งคั่งและรุ่งเรืองมีพลเมืองมาก และมีอาหารสมบูรณ์ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๘ หมื่นปี ในชมพูทวีปนี้จักมีเมือง ๘๐,๐๐๐ เมือง มีเกตุดีราชธานีเป็นประมุขพระเจ้าสังขจักรพรรดิดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๘ หมื่นปี จักมีพระเจ้าจักรพรรดิ ทรงพระนามว่า “ พระเจ้าสังขจักรพรรดิ” เสวยราชสมบัติอยู่ในเกตุดีราชธานี เป็นพระราชาโดยธรรมเป็นใหญ่ในแผ่นดิน มีมหาสมุทร ๔ เป็นขอบเขต ทรงชนะแล้ว มีราชาอาณาจักรมั่นคงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ คือจักรแก้ว ช้าวแก้ว ม้าแก้ว แก้วมณี นางแก้ว คฤหบดีแล้ว ปรินายกแล้ว พระราชบุตรของพระองค์มีกว่าพัน ล้วนกล้าหาญมีรูปทรงสมเป็นวีรกษัตริย์ สามารถย่ำยีเสนาของข้าศึกได้ พระองค์ทรงชนะโดยธรรม มิต้องใช้อำนาจอาชญาหรืออาวุธประการใดพระพุทธเจ้าทรงอุบัติดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๘ หมื่นปี จักมีพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า“เมตไตรย”จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ฯลฯดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระเจ้าสังขจักรนั้น จักเสวยราชย์อยู่ที่ปราสาทของพระเจ้ามหาปนาทอันมีมาในอดีตกาลนั้นแล้วจักทรงสละปราสาทนั้นให้เป็นทานแก่สมพราหมณ์ คนกำพร้า คนเดินทางและคนขอทานทั้งหลาย แล้วจักปลงผมและหนวดนุ่งห่มผ้าย้อมฝาด ออกบรรพชาในสำนักของพระศาสดา ทรงพระนามว่า “เมตไตรย”เมื่อพระเจ้าสังขจักรทรงบรรพชาแล้วจักออกจากหมู่อยู่แต่ผู้เดียว จักไม่ประมาท จักมีความเพียร จักมีใจตั้งมั่น แล้วจักสำเร็จถึงที่สุดแห่งพรหมจรรย์ อันเป็นสิ่งยอดเยี่ยมซึ่งเป็นที่ปรารถนาของกุลบุตร ที่พากันออกจากเรือนเป็นบรรพชิตทั้งหลาย ”( เนื้อความในพระบาลีขอนำมากล่าวไว้แต่เพียงแค่นี้ )อรรถกถา
พระอรรถกถาจารย์ท่านอธิบายคำว่า “ พอไก่บินตก ” คือพอไก่บินจากหลังคาบ้านหนึ่งไปตกลงที่หลังคาอีกบ้านหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งได้แก่ระยะทางพอชั่วไก่เดินไปมาถึงกันได้อันได้ใจความว่า ในครั้งมีบ้างเรือนอยู่หนาแน่น
คำว่า “ เหมือนกับอเวจีนั้น ” คือมีคนอยู่เต็มเป็นนิจ เหมือนกับสัตว์ในอเวจีมหานรก
คำว่า “ พระเมตไตรยจักเกิดขึ้นในโลกคราวที่มนุษย์มีอายุ ๘ หมื่นปีนั้น ” ไม่ใช่ตรัสด้วยความเจริญของมนุษย์ เพราะพระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมไม่เกิดขึ้น ในเมื่อมนุษย์ทั้งหลายมีอายุเจริญขึ้น แต่พระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมเกิดขึ้น ในเมื่อมนุษย์ทั้งหลายมีอายุเสื่อมลง
คำว่า “ พระเจ้าสังขจักรทรงสละปราสาทให้เป็นทานนั้น” คือทรงสละโดยไม่มีความเสียดาย ก็ปราสาทหลังเดียวจะทรงสละให้แก่คนหลายคนได้อย่างไร?
ได้อย่างนี้... คือพอพระเจ้าสังขจักรคิดจะสละให้ทาน ปราสาทหลังนั้นก็จะหักกระจัดกระจายเป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่ แล้วพระบาทท้าวเธอก็เปล่งวาจาว่า
“ ผู้ใดต้องการสิ่งใดก็จงถือเอาสิ่งนั้น... ”
( เนื้อความในบาลีและอรรถกถานำมาไว้ โดยย่อเพียงแค่นี้ ส่วนในหนังสือ อนาคตวงค์ ท่านพรรณาไว้แปลกอีกนิดหน่อยดังนี้)
“ พระเจ้าสังขจักรมีพระราชโอรส ๑ พันพระองค์ พระราชโอรสผู้ใหญ่นั้น ทรงพระนามว่า อชิตราชกุมาร และมีตำแหน่งเป็น ปรินายกแก้ว แห่งสมเด็จพระราชบิดาอีกด้วยฝ่ายมหาปุโรหิตผู้ใหญ่ของสมเด็จพระสังขจักรนั้น มีนามว่า สุตพราหมณ์ ส่วนนางพราหมณีผู้เป็นภริยานั้น มีนามว่า นางพราหมวดี ท่านทั้งสองนี้แหละเป็นผู้ให้กำเนิด พระศรีอาริยเมตไตรย ดังนี้ ”